คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้ SEO

แนะนำเครื่องมือ SEO ที่นักทำอันดับทุกคนควรใช้

ในเกมส์การเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์เพื่อมีอันดับใน Search Engine จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ ความแตกต่างระหว่างพวกเขาคือการจัดอันดับนั่นเอง การวางแผนกลยุทธ์มีความสำคัญในการทำอันดับเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการวางแผนเอาไว้ย่อมเสียเปรียบคู่แข่ง ผู้ประกอบการบางรายเลือกที่จะปรึกษาบริษัทด้านการตลาดดิจิตอลสำหรับกลยุทธ์ SEO อย่างไรก็ตามหากคุณยังไม่อยากจ้างหรือต้องการจะเรียนรู้ทำด้วยตัวเอง ก็มีเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับ SEO ที่บางอย่างก็ฟรี อย่างไรก็ตามเครื่องมือบางอย่างก็ต้องมีการลงทุนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

TOP 5 Tools SEO

Searchmetrics : ใช้สำหรับการวิเคราะห์ SEO เรื่องของ Backlink และโซเชียลมีเดีย พวกเขามีชุดของข้อมูลที่รวบรวมไว้ที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกและแนวโน้ม SEO อื่น ๆ นอกจากนี้ยังจัดให้มีการจัดอันดับรายสัปดาห์สำหรับคำหลัก (Keyword ) ซึ่งเหมาะสำหรับเว็บไซต์ของคุณ และแสดงแนวโน้มของผลการค้นหาในอนาคตด้วย

Google Webmaster Tools : เป็นชุดเครื่องมือฟรีที่ช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ นอกจากนี้ยังอธิบายสาระสำคัญของการค้นหาของ Google และช่วยให้คุณเข้าใจถึงวิธีที่ Google เห็นไซต์ของคุณ ข้อมูลที่คุณรวบรวมจากคุณลักษณะนี้จะช่วยให้คุณปรับแต่งหน้าเว็บเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

SEMrush : เป็นเครื่องมือสำหรับการวิจัยคำหลัก มีชุดเครื่องมือจำนวนมากที่จำเป็นสำหรับ SEO SEMrush ยังช่วยให้คุณค้นคว้าคำหลักที่เหมาะสมและสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของคู่แข่งของคุณและวิเคราะห์ Backlink จากเว็บไซต์อื่นๆ

UpCity SEO Report Card : Tools นี้ช่วยให้คุณวิเคราะห์ว่าเว็บไซต์ของคุณมีอันดับเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างไร UpCity SEO Report Card จะช่วยให้คุณได้รับการประเมินอันดับการสร้างลิงก์ การวิเคราะห์บทความในเว็บไซต์ (มี Keyword ที่ต้องการในเว็บไซต์ของคุณได้ดีเพียงใด) การเข้าถึงเว็บไซต์ (เวลาในการโหลดหน้าเวบและความง่ายในการเข้าถึงโปรแกรมรวบรวมข้อมูล) , เมตริกความน่าเชื่อถือและการจัดทำดัชนีปัจจุบัน (จำนวนหน้าในหน้าเว็บที่ได้รับการจัดทำดัชนีแล้ว)

robots Search Engine

Seobility : แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ดี เป็นเครื่องมือที่มีคุณสมบัติต่างๆเช่น การตรวจสอบเรื่องของ SEO (ตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณและให้คำแนะนำสำหรับ SEO ที่ดีกว่า), การตรวจสอบคำหลัก (แสดงว่าหน้าเว็บของคุณเหมาะสำหรับคำหลักที่ต้องการใช้หรือไม่) เปรียบเทียบ (เปรียบเทียบหน้าเว็บของคุณกับหน้าเวบอื่นๆสำหรับคำหลักเดียวกัน) และ ตรวจสอบอันดับของหน้าเว็บของคุณสำหรับคำหลักที่ใช้ Seobility มีการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์อัตโนมัติซึ่งจะตรวจสอบเว็บไซต์และติดตาม Backlink ทั้งหมดและตรวจหาข้อผิดพลาดในเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์

ทั้ง 5 อย่างนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า SEO TOOL หรือเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ซึ่งจริงๆแล้วมีอยู่อีกมากมายทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความพร้อมด้านงบประมาณมากแค่ไหนโดยเฉพาะหากต้องการใช้เครื่องมือที่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่พิเศษและให้ข้อมูลได้หลากหลายก็จำเป็นจะต้องลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย

เช็คอันดับเว็บไซต์ที่แท้จริง โดยใช้โหมดไม่ระบุตัวตน

จริง ๆ แล้วการทำ SEO ในแต่ละครั้ง จำเป็นจะต้องมีการวัดผล เพื่อที่เราจะสามารถรับรู้ได้ว่า การทำ SEO ในเบื้องต้นของเรานั้นส่งผลต่อเว็บไซต์ของเราอย่างไร มีความคืบหน้าบ้างหรือไม่ และในขณะนี้เว็บไซต์ของเรากับทาง google เองมีสถานะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว และด้วยเหตุนี้การเช็คอันดับเว็บไซต์ จึงเข้ามีมาบทบาทสำคัญสำหรับผู้จัดทำเว็บไซต์เอง หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดทำ SEO ก็ตาม อีกทั้งการเช็คอันดับจะส่งผลทำให้เกิดการวางแผนในขั้นตอนต่อไป ว่าเราจะจัดทำ SEO มากขึ้นอย่างไรเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งวิธีในการเช็คอันดับให้กับเว็บไซต์ของเรานั้นประกอบไปด้วย 4 วิธีด้วยกัน แต่สำหรับในวันนี้เราจะ อธิบายเกี่ยวกับการเช็คอันดับเว็บไซต์ที่แท้จริง โดยใช้โหมดไม่ระบุตัวบุคคลกับทาง google chrome

วิธีเช็คโหมดไม่ระบุตัวตนกับ google chrome

เริ่มต้นให้ผู้เช็คอันดับ ทำการเปิด google chrome หลังจากนั้นให้กด Ctrl + Shift + N
ทาง google chrome จะมีการปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมา และจะมีรูปนักสืบที่ใส่หมวกและใส่แว่นดำปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอให้เราได้เห็นเช่นกัน
ให้พยายามพิมพ์คำค้นหาตามปกติ โดยอันดับของเว็บไซต์ที่โผล่ขึ้นมาให้เราได้เห็นจากการค้นหาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นอันดับที่ใกล้เคียงกับความจริงอย่างมากที่สุด แต่สำหรับวิธีการเช็คอันดับในวิธีนี้ จะสามารถใช้ได้กับเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ด และได้ติดอันดับประมาณ 1 – 20 แล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นเว็บไซต์ใหม่จะไม่สามารถเช็คอันดับด้วยวิธีนี้ได้

ประโยชน์อื่น ๆ ที่คุณจะได้รับ

ในส่วนของการเลือกใช้ google chrome เพื่อตรวจดูเว็บไซต์ของคุณ โดยเฉพาะภายใต้โหมดที่ไม่ระบุตัวตนด้วยแล้ว จะยิ่งส่งผลทำให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย ซึ่งเมื่อได้อยู่ภายใต้โหมดนี้แล้ว Chrome จะสามารถแสดงคุณสมบัติ 3 อย่าง ดังนี้

มีการนำประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ พร้อมทั้งการดาวน์โหลดทั้งหมดออกไป
มีการเคลียร์คุกกี้ พร้อมทั้งแคชต่าง ๆ ออกทั้งหมด
ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลพร้อมทั้งการกระทำต่าง ๆ จากการที่เราได้เข้ามาตรวจดูเว็บไซต์ของเรา

จะเห็นได้ว่าการตรวจเช็คอันดับเว็บไซต์ผ่าน google chrome โดยใช้โหมดที่ไม่ระบุตัวตนนั้น ยังคงมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ให้เราได้สัมผัส โดยที่การเช็คอันดับของเราในครั้งนี้ ยังคงทำให้เราได้รับรู้อีกว่า จริง ๆ แล้วเว็บไซต์ของเราติดอยู่ที่อันดับเท่าไหร่กันแน่ ส่งผลทำให้เราสามารถวางแผนในการทำ SEO ในขั้นตอนต่อ ๆ ไปได้อย่างสมบูรณ์

เจาะลึกเรื่อง SERP ของ google ที่ผู้จัดทำเว็บไซต์ทุกคนต้องรู้

หลายคนที่พยายามจัดทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของตนเอง แต่แล้วก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จได้นั้น ควรที่จะหันมาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ SERP ให้มากยิ่งขึ้น อย่างน้อยคุณก็ต้องรู้ว่า SERP คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับผู้จัดทำเว็บไซต์ทุกคน ซึ่งผู้จัดทำเว็บไซต์และผู้จัดทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ จำเป็นจะต้องศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของ SERP ให้ได้มากที่สุด เนื่องจาก SERP ของ google มักจะมีการทำงานและมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ อันนำมาสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างเนื่องจากเว็บไซต์และเว็บกลับมีคุณภาพที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ผู้จัดทำเว็บไซต์ทุกคนสามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราว SERP ของ google ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้นอย่างแน่นอน

ขั้นตอนและกระบวนการทำงาน SERP ของ google

1.Google bot นับได้ว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของทางกูเกิลโดยตรง เพื่อที่จะออกไปเก็บข้อมูลของทางเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่กำลังโลดแล่นและโชว์ผลงานอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต และสำหรับข้อมูลของเว็บไซต์ที่จะถูกบันทึกก็อย่างเช่น ชื่อโดเมน , ชื่อบทความ , ชื่อเว็บเพจ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นข้อมูลของเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์โดยตรง

2.Google bot ได้ทำการนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มานั้น เก็บเอาไว้เพื่อให้กลายเป็นฐานข้อมูลของกูเกิลโดยตรง ซึ่งการที่กูเกิลบูทจะสามารถออกไปเก็บข้อมูลของทุกเว็บไซต์ได้ จะต้องมีลิงค์ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างกูเกิลกับเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ต่อให้เว็บไซต์ของคุณดีแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่ม่ลิงค์แล้วละก็ กูเกิลก็ยังคงไม่สามารถเข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณได้อยู่ดี

3.ผู้ใช้กูเกิลได้ทำการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งเป็นการค้นหาคำต่าง ๆ ผ่านกูเกิลโดยตรง และทางกูเกิลจะคอยทำหน้าที่ในการค้นหาผ่านฐานข้อมูลอีกที ว่ามีเว็บไซต์ไหนบ้างที่มีความเกี่ยวข้องกับคำที่ถูกค้นหาล่าสุดนั่นเอง

4.กูเกิลคอยทำหน้าที่ในการจัดอันดับให้กับเว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ เมื่อมีเว็บไซต์ที่ดีและมีคุณภาพให้สามารถสัมผัสได้ เมื่อนั้นกูเกิลจะทำการจัดอันดับให้กับเว็บไซต์คุณภาพ ซึ่งเรียงลำดับการแสดงผลได้อย่างแน่ชัดผ่านทางหน้าแรกของกูเกิลและหน้าต่อ ๆ ไปนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ก็คือกระบวนการขั้นตอนการทำงานของ SERP ของทาง google ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจอยากจะทำ SEO หรือทำแล้วอันดับไม่ได้ขึ้นตามที่คาดหวัง คุณควรที่จะหันมาศึกษาเรื่องราวของ SERP ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกับการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณให้มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น และเมื่อคุณได้เรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกูเกิลมากยิ่งขึ้น คุณจะสามารถพัฒนาและจัดทำเว็บไซต์ที่สามารถโดนใจกูเกิลได้ในที่สุด อันเป็นผลที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน