คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้ SEO

เทคนิคการเขียนบทความ SEO เพื่อดัน Content ให้เป็นอันดับ 1

ไม่ว่าใครที่กำลังสร้าง Content ดีๆ ก็ต้องอยากให้คนได้อ่านสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าทุก Content จะมีคนอ่านเยอะเสมอไป หรือบาง Content อาจไม่มีคนอ่านเลยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า มีคน Search เจอสิ่งที่ต้องการนำเสนอหรือไม่ ซึ่งการการทำ SEO ก็เพื่อนำพาคนที่สนใจในสิ่งนั้น Search เจอและได้อ่านบทความที่เราต้องการนำเสนอนั่นเอง

Concept ของ SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการสร้างบทความให้มี Keyword เพื่อการค้นหาได้ง่าย โดยจะเป็นการนำเอา Keyword ที่มีการจัดอันดับว่ามีการค้นหามากที่สุดจาก Search Engine ชื่อดังอย่าง GOOGLE และนำเอาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นมาลงในบทความที่ต้องการนำเสนอ ทำให้การ Search หาเจอทำได้โดยง่าย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

กำหนด Keyword คือเราต้องทราบก่อนว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับอะไร และ Keyword ที่มีการค้นหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ คืออะไร เราจึงค่อยนำ Keyword นั้นมาเป็นหลักในการเขียนบทความ

มีเนื้อหาที่น่าสนใจ เหมือนเราดูหนัง หากหนังเรื่องนั้นไม่สนุกก็ไม่อยากดู Content ก็เช่นกัน หากหัวข้อและเนื้อหาไม่เป็นที่น่าสนใจ ผู้อ่านก็จะหยุดเสียกลางคัน ทางที่ดีควรนำเสนอ Content แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เนื้อหาจะต้องมองในมุมของผู้อ่านเป็นสำคัญ ว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่

ควรมี Keyword กระจายทั่วบทความ การกระจาย Keyword ให้ทั่วบทความถือว่าสำคัญมากในการทำ SEO โดยเฉพาะตรงส่วน Title และ Description เพราะจะทำให้การค้นหาง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย ไม่ควรใส่ Keyword เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกติดขัดได้

จำนวนคำไม่ควรน้อยหรือมากไป ใน Content ที่ดีจะนำเสนอไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมี 300 ถึง 1000 คำ ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการนำเสนอ เช่น บทความเกี่ยวกับเด็ก ก็ต้องสนุกสนานและไม่ยาวจนเกินไป แค่ 300 คำก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นบทความเกี่ยวกับวิชาการ เน้นความน่าเชื่อถือ ก็ควรมีประมาณ 1000 คำ เพื่อเนื้อหาที่ครอบคลุม สร้างความน่าเชื่อถือได้นั่นเอง

รูปและวีดีโอก็มีความสำคัญ บทความที่ไม่มีรูป ก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผัก คือไม่มีสีสันเลย ทำให้ไม่ดึงดูดใจผู้อ่าน นอกจากนี้การใส่รูปและวิดีโอยังทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเนื้อหาที่เรานำเสนอมากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

Black link ก็คือ link ของบทความเราที่ไปอยู่ในเว็บไซต์อื่น โดยผู้อ่านจากเว็บไซต์อื่นสามารถกดที่ link นี้และก็จะถูกพามาที่บทความของเรานั่นเอง ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดอันดับของ GOOGLE ด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

หากเราสามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ทำบทความ SEO อย่างถูกวิธีแล้ว เชื่อว่าบทความนั้นจะต้องเป็นบทความคุณภาพ และได้รับการพิจารณาจาก GOOGLE ให้ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ อย่างแน่นอน ซึ่งการขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ นั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา สร้างยอดขายสินค้าหรือบริการต่างๆได้มากขึ้น และยังเพิ่มยอดไลค์ ยอดแชร์ อันเป็นการขยายฐานลูกค้าได้ในอนาคตอีกด้วย

การจัดอันดับเว็บไซต์ SEO ใน Google Yahoo ดูจากอะไรบ้าง

ในปัจจุบันการทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมาก Google และ Yahoo ซึ่งเป็น Search Engine อันดับต้น ๆ ของโลก จึงจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับของเว็บไซต์ SEO เว็บไซต์ใดที่ทำได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้มีโอกาสในการแสดงตาม Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายสืบค้นเป็นอันดับแรก ๆ ทำให้มียอดขายที่ดีขึ้นได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่ Google และ Yahoo ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์มาฝากกัน ดังนี้

1.  การทำให้เว็บไซต์ใช้งานได้ดีบนมือถือ ถ้าเว็บไซต์ใช้งานได้เฉพาะคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเพียงอย่างเดียวจะเสียโอกาสในการขาย เพราะคนส่วนใหญ่ใช้มือถือในการหาข้อมูลมากขึ้น การทำให้เว็บไซต์ใช้งานได้ทั้งแบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและมือถือจึงทำให้ยอดขายและผลการจัดอันดับดีขึ้นด้วย

2. เรื่องของคุณภาพของบทความหรือ Content ในเว็บไซต์ที่จะต้องมีเนื้อหาสาระที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน มีความทันสมัยและไม่มีการคัดลอกบทความมาจากที่อื่น ถ้ามีการใช้คำซ้ำหรือมีการใช้เนื้อหาคัดลอกมากเกินไป ระบบ AI ของ Search Engine จะตรวจจับและวิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ ทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลง

3. ระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่ในหน้าจอของเว็บไซต์ เป็นสิ่งสำคัญที่บอกถึงความสามารถในการทำเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ รวมถึงรูปภาพและคลิปต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมาย ถ้าทำให้ผู้อ่านอยู่ในหน้าเว็บไซต์ได้นานยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ได้คะแนนการจัดอันดับที่ดีมากขึ้นตามมาคู่กับยอดขายสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นด้วย

4. จำนวนของผู้เข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ ใน Search Engine จะมีระบบในการเก็บสถิติข้อมูลแบบละเอียด หากมีจำนวนคนเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์มากขึ้นหรือเรียกว่ามี Traffic มาก ก็จะทำให้มีการจัดให้อยู่ในอันดับที่ดีกว่า ซึ่งการที่จะทำให้มีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ได้มากขึ้น ต้องมาจากการทำเนื้อหาที่น่าสนใจด้วยการทำลิงก์เชื่อมโยงที่มีคุณภาพหรือ Back Link ไปยังเว็บไซต์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่จำนวนมากขึ้นและเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ในปัจจุบันจำเป็นต้องศึกษาหลักเกณฑ์ที่ Google และ yahoo กำหนด เพื่อให้การทำ SEO ได้ผลที่ดี ทั้งในด้านการจัดอันดับในหน้าต่างการสืบค้น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์และยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ

ซึ่งนักธุรกิจขายของออนไลน์สามารถศึกษาวิธีทำ SEO ได้ด้วยตัวเองและการจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ เพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ในเวลารวดเร็วและเพิ่มจำนวนของลูกค้าและยอดขายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การจัดอันดับเว็บไซต์ SEO ใน GOOGLE YAHOO ดูจากอะไร

ชวนทำความรู้จักกับ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์

SEO เป็นวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านการทำบทความและสื่อประกอบที่มีคุณภาพ ทำให้เมื่อประมวลผลด้วยระบบ algorithm ของ search engine เช่น yahoo และ Google แล้ว จะมีอันดับในการสืบค้นที่สูงและทำให้มียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น

การทำ SEO ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ search engine อย่างการโฆษณาทั่วไป จึงเหมาะกับการทำเว็บไซต์ธุรกิจทุกประเภท โดยการทำ SEO หรือ search engine optimization นั้นประกอบไปด้วย 6 ปัจจัยที่ต้องพิจารณา คือ

1. คุณภาพของบทความ

บทความหรือ Content ที่มีคุณภาพต้องมีการใส่ keyword ที่เหมาะสม คือ ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าใช้สืบค้นหาสินค้าและบริการ ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือของ Google search ในการวิเคราะห์ keyword ได้

ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะนำ keyword ที่หามานี้ใช้ในการตั้งชื่อบทความ รูปภาพประกอบ ลิงค์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสืบค้นได้ดีขึ้น

2. สนใจ User signal

User signal เป็นผลจากการเข้าชมเว็บไซต์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ทำเว็บไซต์ SEO สามารถศึกษาได้จาก google analytics คือ จะมีการเก็บข้อมูลโดย google จากผู้ใช้บริการเว็บไซต์ว่ามีอัตราการคลิกเท่าใด ระยะเวลาที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้อ่านบทความ หรือดูมัลติมีเดียบนหน้าเว็บไซต์นานเท่าใด ทำให้สามารถนำไปปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ได้ได้อย่างทันท่วงที

3. พัฒนาองค์ประกอบทางด้านของเทคนิค

เทคนิคไอที อย่างเช่น ภาษาในการเขียนเว็บไซต์ เช่น ภาษา html หากเจ้าของเว็บไซต์ไม่ชำนาญ ก็ควรจะจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการพัฒนาเว็บไซต์ รวมถึงการออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ที่จะทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายและสวยงาม เพื่อทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

4. User experience

ในเว็บไซต์ควรจะทำให้ลูกค้าใช้งานง่าย เช่น สามารถที่จะขยายภาพได้ ข้อความมีการวางให้อ่านง่าย มีช่องว่างเพื่อให้เนื้อหาไม่แน่นเกินไป มีการแบ่งหัวข้อต่าง ๆ ของสินค้าและบริการที่ชัดเจน การทำสิ่งเหล่านี้สำคัญเพราะจะทำให้ลูกค้าประทับใจและมีโอกาสกลับมาใช้งานได้ซ้ำอีก

5. สื่อโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ที่ดึงดูดใจควรมีภาพเคลื่อนไหวประกอบหรือใช้ภาพในโทนสีที่สะดุดตา รวมถึงตัวอักษรที่อ่านง่าย เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาในเว็บไซต์และเป็นการเพิ่มเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้ดียิ่งขึ้น

6. การทำ Back Link

เป็นการเชื่อมโยงเว็บไซต์จากภายนอกเข้ามา เป็นสำคัญมากเพราะทำให้เพิ่มจำนวนลูกค้าจากการติดตามมาจากภายนอก อาจจะเกิดจากการตอบคำถามและแปะลิ้งค์เอาไว้ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีผู้สนใจแล้วทำให้มีผู้คลิกหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณก็ได้

จะเห็นได้ว่าเทคนิคการทำ SEO สำคัญต่อเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าในการใช้บริการ

ชวนทำความรู้จักกับ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์

สิ่งดีๆ ที่จะได้จากการทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เป็นสิ่งที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้สามารถเข้า ถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นจำนวนมากทั่วโลก จึงทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายสินค้าทั้งที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านให้วุ่นวายอย่างแต่ก่อน การทำเว็บไซต์ SEO จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมีข้อดีที่ชัดเจนดังต่อไปนี้

แสดงภาพลักษณ์ที่ทันสมัยของเว็บไซต์ SEO

การทำ SEO เป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ทั้งในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการสร้างบทความ หรือ content การผลิตสื่อที่สนับสนุนการขาย รวมทั้งการเชื่อมโยงลิงค์ภายนอก หรือที่เรียกกันว่า backlink เป็นการดึงดูดลูกค้าจากการอ่านบทความที่ทีมงานไปโพสต์ไว้ในกระทู้ถามตอบต่าง ๆ หรือบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ ให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำในเว็บไซต์ SEO

สิ่งดีๆ ที่จะได้จากการทำเว็บไซต์

ดังนั้นการทำ SEO จึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการยิ่งขึ้น

เพิ่มโอกาสขายสินค้าในเว็บไซต์ SEO

การปรับปรุงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอให้สอดคล้องกับระบบ SEO ที่ search engine มีการวิเคราะห์ด้วย algorithm ที่ออกแบบมาเฉพาะตัว จะทำให้มีโอกาสถูกนำเสนอเชื่อว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะมียอดผู้เข้าชมและเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ SEO มากกว่าเว็บไซต์แบบทั่วไป

ดังที่มีการศึกษาว่า หากเว็บไซต์แบรนด์ใดขึ้นสู่อันดับที่หนึ่งในผลการสืบค้น (เช่น นักท่องเที่ยวที่พิมพ์คีย์เวิร์ดหาโรงแรมที่พักในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ) หากขึ้นสถานที่ใดเป็นอันดับแรกจะมีโอกาสได้รับการจอง(ห้องพัก) มากกว่า สถานที่อันดับสองเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ SEO ที่ตรงใจง่ายขึ้น

การมีระบบ SEO จะเป็นการคัดกรองให้นำเสนอแต่ชื่อเว็บไซต์ที่มีการใช้คีย์เวิร์ดตรงตามลูกค้าเป้าหมาย เช่น ลูกค้าที่ต้องการซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ หากร้านค้าใช้คีย์เวิร์ดว่า “ของขวัญ” “วาเลนไทน์”ในบทความ ภาพประกอบ และ URL address ก็จะมีโอกาสเจอกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยง่าย ทำให้ไม่เสียเวลาการสืบค้นของผู้ใช้บริการ search engine นาน ได้สินค้าที่ถูกใจในเวลาอันรวดเร็ว จึงเป็นผลลัพธ์ที่ดีให้ประโยชน์แบบ win-win ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

เกิดการประชาสัมพันธ์แบรนด์เว็บไซต์ SEO ที่รวดเร็ว

การมีชื่อเว็บไซต์ SEO ปรากฏในลำดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นย่อมเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มการที่ลูกค้ามองเห็นชื่อแบรนด์ หรือผ่านตาบ่อย ๆ จะเกิดความจดจำได้ ทำให้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและบริการในครั้งต่อ ๆ ไปที่กลุ่มเป้าหมายพิมพ์สืบค้นได้มากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ได้รับประโยชน์ดี ๆ หลายด้านที่เรียกว่ามีความคุ้มค่าในการเปลี่ยนแปลง ทั้งยอดรายได้ จำนวนผู้ติดตามและการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO ทำอย่างไร

ปัจจุบัน การทำธุรกิจออนไลน์เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมและเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมรายได้ของสินค้าและบริการแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งการจะทำเว็บไซต์ให้ดังติดตลาดได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคหรือกลยุทธ์ทางการตลาดหลายวิธีร่วมกัน

สำหรับใครหลายคน การทำเว็บไซต์ให้เป็นที่แพร่หลายภายในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้แล้ว และต้องการความท้าทายใหม่ ๆ จึงเกิดคำถามว่า หากอยากโปรโมตเว็บไซต์ให้ดังเปรี้ยงปร้างในต่างแดนด้วยวิธีการ SEO เช่นเดียวกับที่ทำในไทย จะเป็นไปได้ไหม ? เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO

ต้องรู้หลักการทำ SEO เสียก่อน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นิยมมากในทศวรรษนี้ เพราะทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ บนโลกออนไลน์สามารถถูกสืบค้นและเข้าถึงได้ง่าย เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า เพียงแค่คลิกเดียวผ่านเครื่องมือสำคัญ อย่าง search engine ที่โด่งดัง ได้แก่ กูเกิ้ล ยาฮู บิง ก็สามารถจับคู่ความต้องการซื้อขายสินค้าระหว่างกันได้ด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ นักพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องปรับปรุงทั้งส่วน ONPAGE และ OFFPAGE เพื่อที่จะตอบโจทย์ตามหลักเกณฑ์ของแหล่งสืบค้นที่ใช้รูปแบบอัลกอริทึ่มเฉพาะตัวในการแสดงผลสืบค้นจากผู้ชมทั่วโลกนาทีต่อนาที หากสามารถทำ SEO เว็บไซต์ได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะถูกจัดอันดับชื่อในตำแหน่งเหนือเว็บไซต์อื่น ๆ ในการสืบค้น โดยเฉพาะอันดับ 1 – 10 ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง อันทำให้มีจำนวนผู้เข้าชม ลูกค้าเก่าและใหม่ รวมถึงยอดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO ทำอย่างไร

วิธีการทำ SEO ให้เว็บไซต์ดังในต่างประเทศ

ในการทำ SEO ที่ดีมีคุณภาพ จำเป็นต้องใส่ไอเดียและเทคนิคปรับเว็บไซต์ให้ทันสมัย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ลิงค์ LINK เพื่อการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของเรากับเว็บไซต์ภายนอก จุดนี้มีความสำคัญมาก หากต้องการให้เว็บไซต์ฮิตติดตลาดในต่างประเทศก็ต้องเลือกลิ้งค์ที่มีความเป็นสากล (GO INTER) เพื่อไม่ให้เว็บไซต์เราถูกสืบค้นเจอเพียงแค่จากลูกค้าในไทยที่ค้นผ่าน“กูเกิ้ลดอทco.th”

ในเมื่อเป้าหมายของเรา คือค้นจาก“กูเกิ้ลดอทคอม” ก็ต้องใส่เนื้อหาบทความที่เป็นภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ เยอรมัน จีน ฯลฯ ร่วมกับหา Backlink ที่มีคุณภาพ โดยการวิเคราะห์จากการมีปริมาณการใช้งานสูง หรือที่เรียกกันว่ามี Traffic สูง และมีลำดับสูงใน Google rank ซึ่งเป็นการตีค่าตัวเลขไว้ที่ต่ำสุดศูนย์และสูงสุดสิบ หากเลือก Backlink ที่ค่า Page rank สูงใกล้สิบได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความฮิตติดอันดับท็อปใน Googleดอทคอมได้มากเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาการทำ Profile link เพื่อการโปรโมตเว็บไซต์ให้คนทั่วไปได้เข้าถึง ผ่านทางการเติม URL address เวลาสมัครเข้าร่วมกลุ่มหรือสมาชิกออนไลน์ใด ๆ เช่น เว็บบอร์ดในสังคมแชทออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ , twitter , เฟสบุ๊ค เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งที่ส่งเสริมการทำ SEO ให้ฮิตในต่างแดนได้จริงในระยะยาวอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับวิธีการใช้เทคนิค SEO เพื่อการโปรโมตเว็บไซต์ให้ดังในต่างประเทศที่เราแนะนำไป หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ทุกท่านเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความเป็นสากล เพื่อเพิ่มยอดผู้ติดตามและยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมการทำ SEO จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสักที

SEO เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและด้านภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการสืบค้นด้วย search engine ต่าง ๆ ไม่ว่า กูเกิ้ล บิง หรือ ยาฮู ล้วนอิงระบบอัลกอริทึ่มที่ใช้การป้อนข้อมูลดาต้าจาก SEO ทั้งสิ้น การจะทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ เช่น อันดับ 1-10 ของการสืบค้นจึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบของ SEO ที่ครบถ้วน พร้อมกับการอัพเดตข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลาลงเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขันและช่วงชิงเก้าอี้นั่งในอันดับ top10 จากบริษัทคู่แข่งอื่น ในสายงานธุรกิจเดียวกัน

SEO หรือ search engine optimization จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการยุคใหม่ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายเป็นระดับอินเตอร์ หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผลิตภัณฑ์ ต้องเรียนรู้ ทั้งนี้ มิใช่เพื่อการสร้าง SEO เอง แต่เป็นการเข้าใจระบบ SEO อย่างถูกต้อง ก่อนการเลือกจ้างบริษัทชั้นนำที่มีประสบการณ์ด้าน SEO ด้วยบุคลากรและทีมงานสนับสนุนที่มีความชำนาญในการปรับปรุงเพจและเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีนหรือเยอรมัน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ใช้ภาษาที่สามเป็นภาษากลางในการสื่อสาร

ในส่วนของออนเพจ SEO On-Page SEO เป็นสิ่งที่จะปรากฎแก่สายตากลุ่มผู้สืบค้นหรือที่เรียกว่ากลุ่มเป้าหมายทางการค้า โดยต้องมีการใส่ SEO ในส่วนเนื้อหาบทความ หรือ Content SEO ชื่อและที่อยู่ของเพจหน้าต่าง ๆ หรือ URL address และการลิ้งค์เชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เว็บไซต์ภายนอก หรือเชื่อมโยงจากเพจภายนอกเข้าหา content ของผลิตภัณฑ์บริษัท ก็ห้ามขาด SEO เช่นกัน

การใช้คีย์เวิร์ดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมี SEO อยู่เสมอ เพราะเป็นก้าวแรกแห่งการสืบค้น หรือเป็นช่องทางแรกที่จะได้ทำให้เว็บไซต์พบเจอกับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าและบริการที่ถูกใจตรงกับคีย์เวิร์ดที่เลือกสรรลงไปมากที่สุด ดังนั้นการใส่คีย์เวิร์ดลงในเว็บไซต์แต่ละหน้าก็ไม่ควรเกิน 2-3 คำ เพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ของข้อมูล และทำให้เนื้อหาของแต่ละเพจมีความราบรื่นในการอ่าน ไม่สะดุดหรือขัดตากับการพยายามใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆ มากเกินไป การตั้งใจใส่ข้อมูลของสินค้าที่มากเกินไปจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกขัดต่อความรู้สึกและอาจเกิดความไม่ไว้วางใจได้ เพราะตามหลักจิตวิทยา การถูกยื่นข้อเสนอด้านใดมากเกินไป หรือที่เรียกว่า hard sale จะทำให้ผู้ซื้อ หรือกลุ่มลูกค้าเกิดความลังเลใจและส่งผลต่อภาพลักษณ์แง่ลบของสินค้าได้เช่นกัน การทำ SEO จึงควรเน้นความเหมาะสมของเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องเข้าคู่กัน มีความกลมกลืนกันอย่างพอดี

การทำ SEO จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรให้ความสำคัญและศึกษาด้วยตัวเอง ทั้งควรประเมินผลดีที่ได้รับเพิ่มจากประสบการณ์ทำ SEO ในเว็บไซต์ ที่นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิม จะทำให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นว่าควรทำ SEO ในรูปแบบใดที่ตอบโจทย์ที่สุด

มาเพิ่มความรู้ หาข้อเสียของการไม่ทำ SEO

ในปัจจุบัน เรามักเห็นบริษัทเอกชนรับจ้างทำ SEO กันมากขึ้น ทั้งจากสื่อโฆษณาและการบอกต่อของเพื่อน ๆ นักธุรกิจที่นิยมขายสินค้าและให้บริการต่าง ๆ ทางสื่อออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งสำหรับเพื่อน ๆ มือใหม่ในวงการธุรกิจออนไลน์ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่า หากไม่ทำ SEO แล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร?

เราจึงได้รวบรวม 5 ข้อเสีย ของการไม่ทำ SEO มาฝากกันไว้ที่นี่

1. หาเว็บไซต์ไม่เจอ

ข้อนี้เป็นปัญหาสำคัญของการไม่ทำการตลาด SEO ตามเทรนด์ปัจจุบัน เนื่องจากถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดหรือลูกค้าเก่าที่มีนามบัตรหรือเคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจคุณอยู่ก่อนแล้ว ก็จะไม่มีทางทราบเลยว่า ยังมีบริษัทของคุณพร้อมขายสินค้า-ให้บริการอยู่

2. แทบไม่มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่

เพราะการค้นหาไม่เจอในข้อ 1. จะทำให้แทบไม่มีโอกาส “เปิดหน้าร้าน” ให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักเพิ่ม ทำให้คุณรักษาไว้ได้เฉพาะลูกค้าเก่า ทั้งนี้ลูกค้าเดิมที่มีอยู่ก็อาจ “ปันใจ” ไปให้บริษัทอื่นได้ หากมีการโฆษณา ภาพลักษณ์ คุณภาพของสินค้าหรือ การบริการที่น่าประทับใจกว่า

3. เสียลูกค้าไปให้เจ้าอื่น

การเสียโอกาสทางการตลาดหรือทางธุรกิจเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมาจากการที่ลูกค้าไม่ทราบว่ามีบริษัทคุณให้เลือกใช้สินค้าและบริการได้ สมมติว่าลูกค้าอยากได้ร้านจัดดอกไม้ไปเซอร์ไพร์สแฟน หาก search ในกูเกิ้ล แล้วพบแต่ร้าน A B C … การไม่ทำ SEO จะทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ลูกค้าจะไล่หาลำดับในหน้าเพจหลัง ๆ จน เจอร้าน Z ของคุณ

มาเพิ่มความรู้ หาข้อเสียของการไม่ทำ SEO

4. ดูไม่น่าเชื่อถือ

การทำ SEO ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่า เว็บไซต์ ธุรกิจคุณมีการเคลื่อนไหว ภาพลักษณ์ทันสมัย พร้อมตอบคำถามตลอด 24 ชม. ซึ่งลูกค้าในปัจจุบันนิยมเลือกที่บริษัทที่พร้อมให้บริการอย่างรวดเร็วและติดต่อได้ง่าย กรณีที่มีปัญหาหลังการขาย

5. เสียเวลาลูกค้าที่ต้องการความฉับไว

การทำSEO จะต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับธุรกิจคุณมากที่สุด ซึ่งจะเป็นเหมือนการแสดงวัตถุประสงค์ในการมีหน้าร้าน เช่น คุณเป็นธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนโรงงาน จำเป็นที่ต้องสั่งล็อตเยอะ ๆ การทำ SEO ก็จะใส่คำว่า “ขายส่ง”

การไม่ทำ SEO อาจทำให้เสียเวลาลูกค้าต้องการสินค้าปลีกเพียงไม่กี่ชิ้น หรือลูกค้าที่ทำงานวิจัยที่ต้องการระบุสเป็คเฉพาะแบบ หรือให้ทำตามออเดอร์ จะเห็นได้ว่าความต้องการ ไม่ match กัน ทำให้เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะหากลูกค้ากำลังอยู่ในช่วงเร่งรีบต้องการความไว

การไม่ทำ SEO มี 5 ข้อเสียที่เห็นได้อย่างชัดเจน แม้จำนวนมีเพียง 5 ข้อ แต่เป็นข้อเสียที่มีนัยสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจในระยะยาว จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ เลือกทำ SEO

ธุรกิจออนไลน์ เลือกทำเล ONLINE ด้วย SEO

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ทำธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดมือฉมัง หรือคุณแม่บ้านมือใหม่ที่สนใจเพิ่มรายได้จากบ้าน ก็ไม่ควรมองข้ามการทำ SEO เพราะเป็นเหมือนการอัพ หน้าร้านของเรา ให้ได้อยู่ในจุด หรือ position ที่มีคนเห็น เรียกได้ว่าเป็นการซื้อทำเล (Location) บนโลกอินเตอร์เน็ต ในส่วนของผลลัพธ์จากการค้นหาใน search engine เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น

มารู้จักการทำ Seo

การทำ SEO หากเปรียบกับการเล่นกีฬา ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นกีฬาที่เล่นกันเพียงแค่ 2 – 3 เกมส์แล้วก็เห็นผลอย่าง เซปักตะกร้อ หรือเล่นกัน ชนะ 3 – 0 แล้วจบ รู้ผลแพ้ชนะอย่างวอลเล่ย์บอล แต่การทำ SEO จะต้องใช้เวลาในการสั่งสม และเมื่อเห็นผลแล้ว ก็ต้อง keep จุดนี้ไว้ให้ต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้อันดับหรือทำเลเราถูกแย่งไปอยู่ในมือสู่คู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นที่ย่อมทำ SEO เช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเปิดร้านขายดอกไม้แบบมีหน้าร้านจริง คุณก็ต้องเลือกทำเลให้อยู่ในจุดที่จะมีลูกค้าสัญจรผ่านไปมา เรียกได้ว่ายอมเสียค่าทำเลเยอะหน่อย โดยการจ่ายค่าเช่าเดือนละเป็นหมื่น ๆ แลกกับการได้พื้นที่เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะแพงเกินราคาอย่างย่านสีลม เพลินจิต เพียงเพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาส เห็นหน้าร้านดอกไม้ของคุณว่ามีอยู่ตรงนี้ มีสไตล์การจัดดอกไม้แบบนี้ เมื่อลูกค้าได้เห็นหน้าร้านของคุณ และมีโอกาสเดินเข้ามาชมภายในร้าน ก็จะเกิดภาพจำ จากความประทับใจ แม้ในวันนี้ยังไม่ได้ซื้อในทันที ว่ามีร้านดอกไม้ที่น่าใช้บริการอยู่ตรงไหน เมื่อจะนึกให้ของขวัญวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน หรือช่วงเทศกาล เช่น วาเลนไทน์ วันปีใหม่ ก็จะมาซื้อดอกไม้จากร้านคุณนั่นเอง

การทำ SEO จึงไม่ต่างกับการเลือกทำเล ONLINE ที่ดีที่สุด ซึ่งกูรูด้านการตลาดออนไลน์แนะนำว่า ควรพยายามให้อยู่ใน 1 – 3 หน้าแรกของการค้นหาด้วย SEARCH ENGINE อย่าง ยาฮู กูเกิ้ล จะดีที่สุด ทั้งนี้ การทำ SEO ใช่ว่าจะทำวันเดียวแล้วจะได้เห็นผลว่าจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นใน 3 วัน 5 วัน เนื่องจากคุณไม่ใช่ธุรกิจเดียวที่ทำ SEO คุณต้องไม่ลืมว่า ทุกบริษัทล้วนต่างแย่งชิงทำเลทอง บนโลกออนไลน์นี้ ด้วยการจ้างนักทำ SEO มือฉมังหรือนักการตลาดมืออาชีพในวงการธุรกิจ website กันทั้งนั้น

นอกจากนี้ อัลกอริทึ่ม (algorithm) ในการวิเคราะห์ดาต้า (data) เพื่อ ranking หรือ จัดอันดับของ search engine ก็มีตรรกะที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ไม่สามารถมีบริษัทใดเป็นผู้ผูกขาดทางการตลาด หรือ monopoly ในการเป็น เจ้าอันดับท็อป 5 หรือ เจ้ายุทธจักรท็อปเท็น ได้ตลอดไปจากการทำ SEO เพียงครั้งเดียว เนื่องจากมีการอัพเดตใหม่ ๆ ของทุกเว็บไซต์เกิดขึ้นในทุก ๆ วันนั่นเอง

ธุรกิจออนไลน์ เลือกทำเล ONLINE ด้วย SEO

วิธีทำ SEO อย่างง่ายกับ WordPress

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มทำเว็บไซต์ของตนเองเพื่อขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ โปรแกรม WordPress เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก ไม่จำเป็นต้องเรียนสายคอมพิวเตอร์หรือการเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยาก คนธรรมดาก็ใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปได้ง่าย สร้างเว็บไซต์อย่างสวยงาม อ่านง่าย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายด้วย ประโยชน์ข้อสำคัญคือมี Plugin เป็นส่วนเสริมในการตกแต่งเพิ่มคุณสมบัติของเว็บไซต์ สามารถเลือกใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการทำภาพสไลด์ , การทำตลาดทางอีเมล์และอีคอมเมิร์ซ , การเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย , การแบคอัพและเคลื่อนย้ายข้อมูล แน่นอนว่าช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานในการทำ SEO ให้เว็บไซต์มีลำดับการค้นหาที่ดี ค้นพบง่ายและรวดเร็วใน Search engine ยอดนิยมอย่าง Google

หากคุณเข้าค้นหาใน Google เป็นประจำ ย่อมจะเข้าใจฐานะของผู้ใช้งานจริงว่า ส่วนใหญ่เราจะไม่เปิดหาสิ่งที่ต้องการเกินกว่า 5-6 หน้า ดังนั้นเว็บไซต์ที่จัดอันดับในหน้าแรก ๆ จึงได้เปรียบเพราะผู้ใช้เปิดเข้าดูเว็บไซต์ก่อน ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น มีโอกาสปิดยอดขายมากกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน

ก่อนอื่นมาดูว่าการทำ SEO มีวิธีการอย่างไรบ้าง

1.ชื่อบทความ

การตั้งชื่อเรื่องมีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ใช้ในแสดงผลบน Google ระหว่างการค้นหาเว็บไซต์ ถ้าเราเห็นชื่อบทความน่าสนใจย่อมดึงดูดใจให้คลิกเข้าไปอ่าน สามารถแทรกคีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO ในชื่อบทความเพื่อให้สอดคล้องกับสินค้าและบริการ นอกจากนั้นชื่อบทความใน WordPress ยังไปปรากฏเป็นการตั้งค่า URL โดยอัตโนมัติได้อีกด้วย พยายามเขียนคีย์เวิร์ดและชื่อบทความให้กระชับและครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการเขียนมากที่สุด หากผู้ใช้เข้ามาดูแต่ไม่เห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกันอาจไม่ค้นหาหรือเข้าใช้บริการอีก

2.เน้นคำสำคัญ

การใช้งาน WordPress มีรูปแบบใกล้เคียงกับโปรแกรม Word ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว มีเครื่องมือช่วยเน้นคำสำคัญทำให้ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ เมื่อมีการค้นหาคีย์เวิร์ดใน Search engine คำที่เน้นเหล่านี้ถือว่าสำคัญและโดดเด่นทำให้เข้าถึงบทความง่ายและรวดเร็ว แต่เน้นเฉพาะสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช้การทำสแปมทั้งบทความซึ่งเป็นการผิดกฎของทาง Google เสี่ยงจะถูกลงโทษง่ายๆ

วิธีทำ SEO อย่างง่ายกับ WordPress

3.แทรกรูปภาพดึงดูดสายตา

ต้องยอมรับว่าการค้นหาสินค้าหรือบริการบางครั้งเราถูกดึงดูดด้วยรูปภาพโดยไม่ได้อ่านเนื้อบทความแม้แต่น้อย เคล็ดลับการทำ SEO บนรูปภาพคือการใช้คีย์เวิร์ดลงในชื่อไฟล์รูปภาพและการแท็ก Alt หรือAlternative ช่วยให้เว็บ Search engine รู้ว่ารูปภาพนั้นเกี่ยวกับอะไรและนำไปจัดอันดับได้ ขั้นตอนง่าย ๆ หลังจากแทรกภาพบนโปรแกรม WordPress แล้วให้คลิกภาพเพื่อทำการแท็ก ใส่ข้อมูลคีย์เวิร์ดลงไปในกรอบสี่เหลี่ยมเพื่อแสดงว่าภาพมีความเกี่ยวข้องกับบทความหรือนำชื่อบทความมาใส่ได้เลย

4.การลิงก์กับเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดีย

ทุกวันนี้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าทาง Facebook การลิงก์บทความระหว่างเว็บไซต์กับเฟซบุ๊กช่วยกระตุ้นการเข้าชมมากขึ้น โดยเฉพาะการกดไลค์ กดแชร์ ส่งผลให้ยอดวิวเพิ่มขึ้นและบทความนั้นจัดอันดับดีขึ้นไปด้วย เพราะทุกวันนี้โลกธุรกิจมีการแข่งขันสูงมาก การทำ SEO ควรเลือกวิธีการที่ง่าย สามารถอัพเดทด้วยตัวเองบ่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้เว็บติดอันดับต้น ๆ ได้

เหตุผลที่การทำ SEO ยังคงเป็นกุญแจเพิ่มยอดขาย

อย่างที่รู้กันว่า เทคนิคการทำ SEO กลับมาแรงอีกครั้ง หลังจากกระแสการทำตลาดออนไลน์บนเฟซบุ๊กเริ่มซาลง เนื่องจากนโยบายการเก็บค่าโฆษณาจากยอดคลิกของเฟซบุ๊กเพิ่มค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเพื่อแลกกับการยิงแคมเปญโฆษณาของธุรกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจง โดยเฟซบุ๊กให้คนซื้อโฆษณาระบุกลุ่มอายุ เพศ การศึกษา ที่อยู่ อาชีพ และอื่นๆ แบบล้วงลึกข้อมูล แต่สุดท้ายปิดการขายไม่ได้เพราะสินค้าไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่คุณระบุไว้ เพราะคนเรามีความพอใจแตกต่างกัน จ่ายโฆษณาบนเฟซบุ๊กอาจไม่เกิดประโยชน์และเสียเงินเปล่า นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนกลับมาใช้เว็บไซต์ในการทำตลาดออนไลน์เหมือนเดิม

แน่นอนว่าการทำ SEO ยังคงเป็นหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จ เพราะสามารถใช้เป็นทั้งช่องทางการโฆษณาสินค้าและบริการ พร้อมทั้งเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร อัพเดทข้อมูลและโปรโมชั่นใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา บางคนไม่ค่อยสบายใจเรื่องฟีดแบ็กที่กลับมาช้า ไม่เหมือนกับเฟซบุ๊กที่เห็นยอดกดไลค์กดแชร์แทบจะในทันที ถ้าคุณติดใจเรื่องนี้ บอกเลยว่าต้องทบทวนใหม่ เพราะการกดไลค์กดแชร์เป็นวิธีการดึงดูดผู้คนเข้ามาดูเพจมากขึ้น มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากมายไม่ต่างจากการทำ SEO แต่การันตีไม่ได้เลยว่าจะทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ในเมื่อคู่แข่งก็มีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายคนพบว่าลงทุนค่าโฆษณากับ เฟซบุ๊ก ไปพอสมควร คนเข้ามาดูมากขึ้นก็จริงแต่ยังไม่มียอดขายเกิดขึ้นเลย ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าเฟซบุ๊กเป็นกลุ่มที่เข้ามาดูแบบฉาบฉวย ส่วนลูกค้าที่เข้าดูเว็บไซต์มักกำลังมองหาสินค้าเพื่อเลือกซื้ออย่างจริงจังและมีโอกาสเป็นลูกค้าที่ยั่งยืนมากกว่า

ทักษะการทำ SEO

การสื่อสารผ่านเว็บไซต์เป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการที่ต้องการทำการตลาดและการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูง เฟซบุ๊กนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียกว่าต้องอัพเดทกันทุกวัน ยิ่งผู้คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากเท่าไรยิ่งต้องแอคทีฟ แต่การเข้าหาลูกค้าตลอดเวลาเพื่อการอัดโหมโฆษณาที่มากเกินไปจนทำให้เกิดความรำคาญและสร้างภาพลบให้ธุรกิจได้เหมือนกัน เปรียบเทียบกับการทำ SEO ในเว็บไซต์จำเป็นต้องอัพเดทข้อมูลสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องบ่อยมาก จึงไม่เสียพลังงานมากเกินไป หัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ในเว็บไซต์คือการสื่อสารที่ดี ผู้เขียนบทความควรมีทักษะการสื่อสาร มีทักษะทางการตลาด ถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และถอดประสบการณ์จากการรีวิวสินค้าให้ผู้เข้าชมอ่านอย่างเข้าใจ กระตุ้นความสนใจและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ลูกค้าสนใจเข้ามาลองสินค้าและบริการซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่กดไลค์แล้วผ่านเลยไป

ทุกวันนี้การทำตลาดบนเฟซบุ๊กไม่ได้ง่ายเหมือนก่อน คนอ่านหนังสือน้อยบรรทัด เนื้อหาโฆษณาจึงกระชับและถ่ายทอดข้อมูลให้ลูกค้าได้ไม่มากพอที่จะจูงใจ กลายเป็นลูกค้าแบบฉาบฉวย มาแล้วก็ไป ไม่ปักใจเชื่อทันที หากเราเลือกทำ SEO จะเชื่อมโยงคีย์เวิร์ดและบทความดีๆ ที่สื่อออกไป จับหมับเข้ากับผู้บริโภคที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์จริงๆ เมื่อเข้ามาพบกับสินค้าที่ตอบโจทย์ โอกาสปิดการขายมีแน่นอน

การตลาดทางเฟสบุ๊ก