คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้ SEO

Off-Page SEO สิ่งสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาใน Google เพื่อให้ลูกค้าเห็นสินค้าและบริการของเราเป็นอันดับแรก ๆ นั้นมีสองวิธีคือ ซื้อพื้นที่โฆษณาของ Google ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักสิบไปถึงหลักล้านบาท และอีกวิธีหนึ่งที่ไม่เสียเงินแล้วยังทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแบบธรรมชาติและยาวนาน นั่นคือการทำ SEO การทำ SEO นั้นมีหลายส่วน วันนี้เรามาดูส่วนของ Off-Page SEO กัน

OFF-Page SEO คืออะไร

Off-Page SEO คือการสร้าง Traffic หรือการทำให้มีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์จำนวนมาก ส่งผลให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่นิยม จึงติดอันดับของ Google ในที่สุด

Off-Page SEO ทำได้ดังนี้

สร้าง Digital Branding – Digital Branding คือการสร้างแบรนด์สินค้าบนโลกออนไลน์ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ตั้งชื่อให้สินค้าที่เราจะขายบนอินเทอร์เน็ตนั่นเอง สิ่งนี้จำเป็นเพราะจะเพิ่มความชัดเจนและโดดเด่นของตัวสินค้าและความน่าเชื่อถือ หากไม่มีชื่อแบรนด์ลูกค้าก็ยากที่จะจำสินค้าของเราได้และโอกาสที่จะกลับมาซื้ออีกก็มีน้อย

สร้าง Backlink – Backlink คือลิงก์หรือ URL ที่กดแล้วเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา เป็นปัจจัยหลักในการทำ Off-Page SEO เมื่อได้ Backlink แล้วก็นำไปแปะในเว็บไซต์อื่น ๆ อย่างเช่น เว็บไซต์พันทิป ( Pantip.com ) เมื่อมีคนตั้งกระทู้ว่า “ แนะนำมือถือ สเป็กดี งบไม่เกิน 5,000 หน่อยค่ะ ” ก็เข้าไปตอบกระทู้นั้น โดยแปะลิงก์ร้านขายมือถือของเรา แบบนี้เป็นต้น แต่การแปะ Backlink ต้องดูความเหมาะสมและต้องเคารพกฎของเว็บไซต์นั้นด้วย

สร้างโปรไฟล์แบรนด์ของเราในโซเชียลมีเดีย – สร้าง Facebook, Instagram, Tiktok หรือ Youtube นำลิงก์ของเราไปแปะไว้ ตัวอย่างเช่น โซเชียลมีเดียอาจเอาไว้ให้ลูกค้าสอบถามข้อมูล แต่หากลูกค้าอยากดูสินค้าให้กดลิงค์เข้ามาในเว็บไซต์และทำการซื้อของในเว็บไซต์

ข้อควรระวังในการทำ Backlink

Backlink คือปัจจัยหลักในการทำ Off-Page SEO ไม่ควรทำลิงก์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์อื่นที่เว็บไซต์นั้น ๆ มีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับเว็บไซต์ของเรา ไม่ควรใช้โปรแกรมสร้างลิงก์อัตโนมัติ (Automatic Link Building Program) ที่ผลิตลิงก์เยอะ ๆ ไม่ควรสร้าง Content หลอก ๆ มาเพื่อยิงลิงค์ออกเพียงอย่างเดียว การทำแบบนี้จะถูก Search Engin มองว่าเป็นสแปมและเว็บไซต์อาจจะถูกแบนได้

อยากให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จหรือติดอันดับการค้นหาต้องทำ Off-Page SEO ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ คือการทำ Off-Page SEO คือการทำ Backlink ทั้งนี้ควรทำ Backlink ให้ถูกต้องและมีคุณภาพ เพราะหากหันไปใช้วิธีลัดด้วย Backlink ปลอม ๆ เว็บไซต์ที่ทำมาเหนื่อยยากแสนเข็นอาจถูกปิดหรือแบนได้

การกำหนด KPI บนบทบาทนักการตลาดเว็บไซต์

KPI คือการกำหนดเป้าหมายในการทำ SEO เพราะนอกจากจะช่วยให้อันดับการค้นหาดีขึ้นแล้ว ยังควรช่วยให้มีผู้ชมเข้ามาคลิกไปยังเว็บไซต์ด้วย ดังนั้นการทำ SEO จึงส่งผลทั้งต่อเว็บไซต์ของธุรกิจ และความสำเร็จอื่น ๆ ของธุรกิจ ดังนี้

  • Brand Awareness SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ บ้านผลบอล หรือแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าหรือบริการ และสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์
  • Website Traffic หรือการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า และการทำตลาดออนไลน์ที่ยั่งยืน
  • Visitor Targeting คือการที่ SEO สามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง โดยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายจากการสร้างคอนเทนต์ หรือสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ด้วยการใช้ Keyword ในคอนเทนต์
  • Conversion Rate เป็น KPI สำคัญของทุกธุรกิจ ทั้งยอดการขายสินค้า ยอดการกรอกแบบฟอร์ม หรือยอดการสมัครตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้
  • Authority การสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าและบริการ หากแบรนด์มีความน่าเชื่อถือจากการทำ SEO ที่ดี ก็จะส่งผลให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าและบริการได้มากขึ้น
  • Business Growth เป็นการส่งเสริมให้แบรนด์เกิดการเติบโต เป็นที่รู้จัก หรือยอดขายเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้น

การวัดผล KPI ของ SEO จากภาพรวมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ควรมีรายละเอียดต่อไปนี้

  1. จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Number of Visitors) เพื่อตรวจสอบความนิยมของเว็บไซต์นั้น ๆ แสดงถึงประสิทธิภาพในการทำ SEO จากยอดการเข้าชมที่สูงขึ้น
  2. อัตราของผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งรายใหม่และเก่า (Ratio of New and Returning Visitors) โดยใช้ Cookies ในการนับจำนวนผู้เข้าชม และพิจารณาว่าผู้เข้าชมคนไหนบ้างที่เป็นผู้เข้าชมใหม่ และคนไหนที่เคยเข้ามายังเว็บไซต์แล้ว การที่เว็บไซต์มีผู้กลับเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ซ้ำ (Returning Visitors) มาก แสดงว่าเว็บไซต์นั้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านได้ดี แต่หากมีผู้เข้าชมรายใหม่ (New Visitors) มาก แสดงถึงความสำเร็จในการทำ SEO ของเว็บไซต์นั้น ช่วยให้เกิด Awareness ในกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ และแสดงถึงผลการค้นหาเว็บไซต์ที่ดีบน Search Engine ด้วย
  3. ระยะเวลาการเข้าชมเว็บไซต์ (Session Duration) การมีช่วงเวลาอยู่บนเว็บไซต์ยิ่งนาน ยิ่งแสดงว่าเว็บไซต์นั้นมี SEO ที่ดีสามารถดึงดูดผู้เข้าชม และสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อผู้ชมและเว็บไซต์นั้นได้ หากระยะเวลาการเข้าชมสั้น แสดงว่าควรนำคอนเทนต์มาตรวจสอบว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายเพียงพอแล้วหรือไม่ เพื่อการพัฒนา SEO ที่ดีต่อไป
  4. จำนวนผู้ใช้งานจากการค้นหาบน Google โดยไม่เสียค่าโฆษณา (Number of Users from Organic SERPs) หากการค้นหาทั่วไปบน Search Engine แบบไม่เสียเงิน หรือที่เรียกกันว่า Organic Search มีเป็นจำนวนมาก แสดงว่าการทำ SEO นั้นให้ผลดี ผู้คนให้ความสนใจโดยที่ไม่ต้องยิงโฆษณา
  5. ค่าเฉลี่ยระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์ (Average Speed) ยิ่งใช้ระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บนาน ก็ยิ่งแสดงถึงผลเสียของผู้ใช้งานและ Search Engine เพราะเสี่ยงที่จะเสียลูกค้าที่ไม่ชอบรอได้ง่าย ควรแก้ไขให้ระยะเวลาการโหลดหน้าเว็บน้อยที่สุด เพื่อให้การทำ SEO ได้ผลที่ดีมากขึ้น

การทำ SEO เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เป็นเรื่องสำคัญ วันนี้คนทำธุรกิจไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้รอบด้าน อย่างงการกำหนด KPI คือการกำหนดเป้าหมายในการทำ SEO เพื่อวัดผลว่าที่ทำ SEO ไปนั้นไปผลลัพธ์อย่างไร จากนั้นนำไปต่อยอดในการพัฒนาคิดแผนกระตุ้นเพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น

5 เทคนิค SEO เขียนบทความอย่างไรให้ติดอันดับค้นหา Search Engine

เชื่อหรือไม่ว่าเพียงแค่การเขียนบทความ SEO ภายในเว็บไซต์ สามารถที่จะทำให้ติดอันดับการค้นหาของ search engine ได้ เพียงแต่อาศัย เทคนิคดังต่อไปนี้

รูปแบบของโครงสร้างบทความ

รูปแบบของโครงสร้างบทความจะต้องเรียงลำดับเนื้อหาอย่างชัดเจน มีการตั้งชื่อของหัวข้อหลักและหัวข้อรอง ด้วย heading tag เช่น H1, H2, H3 เพื่อเป็นการเน้นความสำคัญแต่ละส่วนของบทความ

การเลือก Keyword

การเลือก keyword ควรเลือกให้เหมาะสมกับบทความที่จะเขียน โดยเน้นคุณภาพของบทความมากกว่าที่จะใส่ keyword เข้าไปจำนวนมาก เพราะ Ai ของ Google มีการปรับปรุงให้มีความฉลาดมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่า keyword ที่เราใส่เข้าไปนั้นสอดคล้องกับบทความที่เขียนและเว็บไซต์ของเราหรือไม่ และ keyword ที่นำมาใช้งานจะต้องมีปริมาณในการค้นหาด้วย สำหรับปริมาณ keyword ที่ควรเลือกนำมาใช้งานนั้น พิจารณาจากจำนวนคนที่ใช้ keyword นั้นในการค้นหาผ่าน Google แล้วระบบมีการจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลเอาไว้ โดยคนเขียนบทความสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ผ่านทาง Google Trends และ Google Keyword Planner

เขียนบทความ

หลังจากวางโครงเรื่องและมี keyword ในการตั้งหัวข้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เป็นในส่วนของการเขียนบทความ SEO โดยการเขียนบทความจะต้องเขียนไปตามอารมณ์เน้นการไหลลื่นและเป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าจะเขียนผิดหรือใช้ภาษาไม่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องเขียนตามที่มีการวางโครงสร้างเอาไว้ สำหรับบทความควรเขียนไม่ต่ำกว่า 500 คำขึ้นไป ซึ่งถ้าให้ดีควรจะมีค่าเฉลี่ยที่ 1000 คำ ในระหว่างที่เขียนบทความควรสอดแทรก keyword ไปตามส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นย่อหน้า หัวข้อหลัก หัวข้อรอง ให้กระจายทั่วทั้งเนื้อหา โดยจะต้องไม่มากจนเกินไป แต่ถ้าต้องการให้ Ai ของ Google สามารถตรวจจับและประเมินผลได้ดีควรเลือกใช้ LSI KEY มาเป็นตัวช่วยเพื่อที่ BOT ของ Google จะได้ไม่ตีความว่าเป็นการสแปม keyword

ภาพประกอบ

บทความที่ดีควรมีรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพราะจากการสำรวจพบว่าคนที่เข้ามาอ่านบทความส่วนใหญ่จะเห็นรูปภาพก่อนเสมอและเลือกอ่านบทความที่มีรูปภาพ ซึ่งรูปภาพที่นำมาควรเป็นรูปภาพที่ไม่ติดลิขสิทธิ์หรือเป็นรูปถ่ายของคุณเอง พร้อมกับการอธิบายรูปภาพและอาจแทรก keyword เข้าไปในการตั้งค่า alternate text หรือ ALT ของรูปภาพเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้

ลิงก์ภายในและลิงก์ภายนอก

สำหรับบทความที่นำมาลงภายในเว็บไซต์นั้นการเชื่อมต่อลิงก์ภายในจะต้องมีการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีความสอดคล้องและลื่นไหลเพื่อที่ Google จะได้มองเห็นทราฟิกที่เกิดขึ้นภายใน พยายามอย่าให้ลิงก์เสียหรือคลิกแล้วไม่เจอหน้าเพจที่ต้องการ เพราะหากเป็นเช่นนั้นคะแนนการจัดอันดับก็จะลดลงด้วย ส่วนลิงก์ภายนอกควรเป็นลิงก์ที่มีการเชื่อมต่อมายังเว็บ เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าเว็บมีคุณภาพและใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อได้นั่นเอง

สำหรับใครที่กำลังเขียนบทความ SEO เพื่อยกระดับให้เว็บไซต์ของตนเองติดอันดับการค้นหาของ Google อย่าลืมนำเทคนิคทั้ง 5 ข้อนี้เป็นแนวทางทางในการปรับปรุงเว็บไซต์ให้สามารถติดอันดับการค้นหาได้ และที่สำคัญควรอัปเดตบทความอยู่เสมอ เพื่อที่ Google จะได้มองเห็นว่าเว็บไซต์มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

แจกเทคนิค 5 ข้อในการทำ SEO แบบง่าย ๆ ให้ติดอันดับบน Google

SEO (Search Engine Optimization) หมายถึงการบริหารจัดการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ให้มีการแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาใน Search Engine หรือ Google โดยต้องใช้การกรอกคีย์เวิร์ด (Keyword) ของคำที่ต้องการค้นหาเข้าไปในแถบเครื่องมือนั่นหมายถึงหากหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจมีคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่คนนิยมใช้ค้นหามากเท่าไหร่แบรนด์ของธุรกิจก็จะมีโอกาสให้ผู้คนได้ค้นพบเจอมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังจะต้องประกอบไปด้วยเทคนิคอื่น ๆ ในการจัดการหน้าเว็บไซต์ด้วยถึงทำให้การทำ SEO เกิดประสิทธิภาพสูงสุดประกอบด้วย

  1. การวิจัยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่น ทำธุรกิจขายเสื้อผ้า บนหน้าเพจหรือเว็บไซต์จะมีแต่คำว่าเสื้อผ้าอย่างเดียวไม่ได้ ควรมีคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญอย่างอื่นร่วมด้วยเช่น เสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือชุดเซ็ตวัยรุ่น เป็นต้น เพราะคีย์เวิร์ด (Keyword) แวดล้อมเหล่านี้แม้จะไม่ใช่คำที่คนใช้ค้นหากันมากแต่ก็ยังพอมี traffic อยู่บ้างซึ่งจะเป็นโอกาสให้คนค้นหาเว็บไซต์ของธุรกิจเจอง่ายยิ่งขึ้น
  2. หน้าเว็บไซต์ต้องใช้งานได้ง่าย ต้องอย่าลืมว่าคู่แข่งบนโลกออนไลน์มีมากมายหลากหลาย ทางเลือกของผู้บริโภคก็มีมากเช่นกัน เพราะถึงแม้ว่าคนค้นหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจเจอแล้ว แต่บรรดาแถบเครื่องมือบนหน้าเว็บไซต์ใช้งานยากเหลือเกิน หรือต้องการจะค้นหาสิ่งใดในหน้าเว็บไซต์ก็ใช้งานลำบากก็เป็นการตัดโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของสินค้าหรือบริการของธุรกิจได้ ดังนั้นคอนเซปต์ของการออกแบบหน้าเว็บไซต์นอกจากสวยงามสะดุดตาแล้วยังต้องให้ใช้งานได้ง่ายและลื่นไหลด้วย
  3. คอนเทนต์ต้องมีคุณภาพ ยิ่งเป็นคอนเทนต์ตามยุคตามเทรนด์หรือให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคต้องยิ่งแสดงให้มากเข้า เพราะ Google ก็มีการจัดอันดับคอนเทนต์ของเว็บไซต์ธุรกิจด้วย หากคุณภาพของคอนเทนต์ดีจะเป็นการเพิ่มคุณภาพของ link และระดับคะแนนของเว็บไซต์จะทำให้ผู้คนเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจได้ง่าย เร็ว และแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น
  4. การสร้างการเชื่อมโยงของ link เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคอนเทนต์และคีย์เวิร์ด กล่าวคือการมีช่องทางเครือข่ายของ link ที่อ้างอิงมาสู่หน้าเว็บไซต์ของธุรกิจได้จะเป็นการเพิ่มแต้มและอันดับของเว็บไซต์ธุรกิจบนหน้า Google ให้ดียิ่งขึ้น เทคนิคหนึ่งที่คนนิยมใช้คือการใช้ blog ของ Influencer เชื่อมโยงมาสู่หน้าเว็บไซต์ธุรกิจ
  5. ใช้ประโยชน์จาก Social Media ให้เป็นคือต้องเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคือคนกลุ่มใดแล้วเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสมในการสื่อสารภาพของธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายนั้น เทคนิคง่าย ๆ คือการสร้างสัมพันธ์กับ Influencer ที่มีผู้ติดตามมาก ๆ เพื่อให้พวกเขาช่วยเป็นกระบอกเสียงสื่อสารถึงภาพแบรนด์ของธุรกิจให้รู้จักกันเป็นวงกว้าง

สรุปก็คือหากธุรกิจต้องการประสบความสำเร็จในยุค 4G SEO คือเครื่องมือที่ง่ายที่สุด และใช้งบประมาณน้อยที่สุดในการโปรโมทให้คนภายนอกได้สัมผัสกับตัวตนของธุรกิจได้เร็วและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงต้องนำเทคนิคในการทำ SEO มาใช้ให้มีประสิทธิภาพเพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างสูงสุด

คีย์เวิร์ดนั้นสำคัญอย่างไรในการทำ SEO

คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก หากเราเขียนบทความแล้วไม่มีคนอ่าน โดยเฉพาะถ้าเราเขียนบทความนั้นเพื่อให้คนเข้ามายังเว็บไซต์ธุรกิจที่สร้างขึ้น มันจะดีอย่างไรถ้าเรามีสินค้าที่ดีแต่ไม่มีใครเห็น สิ่งเหล่านี้อาจจะมีสาเหตุมากจากการที่เราไม่เข้าใจในเรื่องของการทำการตลาดแบบ SEO

คีย์เวิร์ด (Keyword) คืออะไร ?

คีย์เวิร์ดก็คือคำที่ผู้คนใช้ค้นหาเพื่อให้เข้ามาพบกับบทความหรือเว็บไซต์ของเรา เพราะเวลาที่ผู้คนต้องการค้นหาข้อมูลบางอย่าง ก็จะใช้การพิมพ์คำสั้น ๆ ลงไปผ่าน Search Engine จากนั้นระบบก็จะประมวลผลและแสดงผลการค้นหาให้ผู้ชมได้เห็น ซึ่งนักการตลาดทราบดีว่าการใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้อง จะช่วยให้เข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก หากสามารถทำให้บทความที่แทรกคีย์เวิร์ดไว้ สามารถแสดงผลได้ในหน้าแรกของผลการค้นหา ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจที่มีเว็บไซต์ออนไลน์อย่างมหาศาล

คีย์เวิร์ด (Keyword) มีความสำคัญอย่างไร

คีย์เวิร์ดคือจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้า – การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีผู้คนค้นหามาก จะส่งผลให้เราเข้าถึงกลุ่มคนได้เป็นจำนวนมาก และการใช้คีย์เวิร์ดในบทความมากกว่า 1 คีย์เวิร์ด ก็จะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มคนได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เมื่อมีผู้คนเข้ามายังเว็บไซต์ของเรามากแล้ว โอกาสในการสร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการหรือการสร้างรายได้จากค่าโฆษณาก็จะมากขึ้นเช่นกัน

คีย์เวิร์ดคือทำเลทางธุรกิจ – หากเรามีร้านค้าในการขายสินค้า การเลือกทำเลที่ดี มีผู้คนเดินผ่านไปมาเป็นจำนวนมากหรือเป็นทำเลที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ก็จะทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้ แต่การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้างเว็บไซต์เป็นของตนเองได้ คีย์เวิร์ดจะเปรียบเสมือนทำเลที่ทำให้มีผู้คนผ่านเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา หากเรามีคีย์เวิร์ดที่ไม่ดี โอกาสที่คนจะเห็นร้านของเราก็จะน้อยลงไปด้วย

คีย์เวิร์ด สามารถวางแผนทางการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ – คีย์เวิร์ดจะเป็นตัวคัดกรองกลุ่มเป้าหมายจากการวิเคราะห์ของระบบ Search Engine ทำให้เราทราบกลุ่มเป้าหมายได้ จะทำให้เรามีโอกาสในการใช้ข้อมูลนั้นในการวางแผนการตลาดได้ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เปรียบได้กับอาวุธในการเล็งเป้าหมายสำหรับนักการตลาดออนไลน์ การเข้าใจวิธีใช้คีย์เวิร์ดในการทำ SEO จะทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จในด้านการตลาดแบบออนไลน์มากขึ้น ในโลกยุคปัจจุบันต่างก็ใช้โลกออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารและเชื่อมโลกเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ที่มีการแข่งขันกันสูง

google insight คืออะไร ?

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ Social media ค้นหาข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นแต่ Google Search ยังคงครองอันดับหนึ่งในการค้นหาข้อมูลในปี พ.ศ.2565 เนื่องจาก Google Search ได้รวบรวมข้อมูลที่ถูกเผยแพร่เอาไว้ในโลกอินเทอร์เน็ตและทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นว่ามีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงทำการจัดอันดับเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานมากที่สุด โดยหลักการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ให้ติดอันดับในหน้าแรกของ Google เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ Keyword (คำค้นหา) ที่มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหาข้อมูล จากนั้นนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ Content ที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและมีการทำ Backlink หรือแทรกลิงก์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ซึ่งขั้นตอนในการทำ Content ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ดังกล่าวนี้เป็นเพียงวิธีการอย่างย่อและในความเป็นจริงของการทำอันดับจะมีความซับซ้อนมากกว่านี้

google insight สำคัญต่อการทำ SEO อย่างไร?

พันธกิจของ Google มุ่งเน้นเรื่องการจัดระเบียบข้อมูลให้เข้าถึงง่ายและมีประโยชน์มากที่สุด ทำให้การนำ google insight มาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหา Content ตามที่ Google แนะนำจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ได้ง่ายขึ้นและหากหมั่นปรับปรุงเนื้อหาตามที่ Google insight ก็สามารถคงอันดับได้นานขึ้นด้วย

google insight คือ เครื่องมือที่ Google พัฒนาขึ้นมาเพื่อ Content Creator โดยเฉพาะ เพื่อให้ Content Creator สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาคอนเทนต์ได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำเว็บไซต์ขนาดใหญ่อย่างพวก ผลบอล888 จำเป็นต้องวิเคราะห์กลุ่มคีย์เวิร์ดให้กว้าง โดยลักษณะการทำงานของ google insight จะทำการแสดงผลลัพธ์ที่ช่วยให้การทำคอนเทนต์ง่ายมากขึ้น ดังนี้

แสดงหน้าเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับการให้ข้อมูล, คอนเทนต์เกี่ยวกับการเดินทางหรือช่องทางไปยังที่ใดที่หนึ่ง, คอนเทนต์เกี่ยวกับตัวเลือกเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูล หรือคอนเทนต์ของ E-Commence เป็นต้น

แสดง Keyword (คำค้นหา) ที่ถูกนำมาใช้ในหน้าเว็บไซต์ยอดนิยม
Content Style ที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ เช่น คอนเทนต์จำพวกบทความ, Infographic หรือ VDO เป็นต้น

วิธีใช้งาน google insight แสนง่าย

เพียงคลิกลิงก์ https://search.google.com/search-console/insights/about เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ จากนั้นคลิกเมนู search console insights และทำการติดตั้ง search console insights กับเว็บไซต์ของตัวเองเพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย เมื่อเชื่อมต่อเว็บไซต์ของตัวเองเข้ากับ google insight เรียบร้อย จะเห็นภาพรวมของเว็บไซต์เราในมุมมองของ Google ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงจำนวนผู้คลิกเข้าสู่เว็บไซต์และ Keyword หรือคำค้นหาที่ใช้ถูกใช้ในการค้นหาเว็บไซต์ของเรา รวมถึงอันดับในการแสดงผลจาก Keyword

หากต้องการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ด้วย google insight ควรเริ่มต้นด้วยการนำ Primary Keyword ที่ต้องการติดอันดับไปค้นหาใน Google จากนั้นให้สังเกตสไตล์การเขียน หัวข้อและประเภทของคอนเทนต์ที่แสดงบนหน้าแรกของ Google และนำไปปรับใช้กับ Content ของตัวเอง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับบนหน้าแรกได้ง่ายขึ้น

การตลาดออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจปังได้ เพียงชั่วข้ามคืน

ท่ามกลางกระแสความผันผวนอันเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากข่าวคราวการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยและการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว ข่าวน่าเศร้าที่สุดอีกเรื่องหนึ่งคือ การปิดกิจการ การเลิกจ้าง การลอยแพ ของบริษัทและห้างร้านต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจออนไลน์และเดลิเวอรี่ก็พลิกวิกฤตกลับมาเป็นโอกาส เดินหน้าต่อไม่รอใคร ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์พลิกฟื้นขึ้นมาได้คือ การทำการตลาดออนไลน์หรือ SEO ซึ่งมีเทคนิคที่น่าสนใจที่นำมาใช้เพื่อช่วยให้ธุรกิจของได้รับความนิยมขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ตามศัพท์ร่วมสมัยที่เรียกว่า ปัง! ได้เพียงชั่วข้ามคืน

เราต้องจัดเตรียมแผนการตลาดสำหรับทำการตลาดออนไลน์หรือ SEO ทั้งหมด เพราะไม่ว่าคุณจะทำเองหรือต้องจ้างเอเจนซี่ คุณก็จะสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและคุมงบประมาณได้ทุกขั้นตอน และยังช่วยให้มีการอัปเดต Content, Keywords และแนวทางการปรับเปลี่ยนการทำงานออนไลน์ในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ Google Keyword Planner เพื่อวางแผนค้นหา Keyword ที่คุณต้องการเพื่อนำมาทำ SEO หรือชื่อเว็บเพจ หากคุณเป็นธุรกิจใหม่ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ อาจต้องยอมเสียค่าบริการในการค้นหา Keyword ที่มีความสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ Google Keyword Planner จึงเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อการค้นหา Keywordและตรวจสอบประสิทธิภาพของคำนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร โดยการพิมพ์ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าที่พอจะนึกได้ แล้วก็ดูค่า Search Volume ว่าคำไหนเป็นที่นิยม แล้วจึงเลือกมาใช้ โดยสำรองไว้ 5-10 คำ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการ SEO

กฎโครงสร้างเว็บ ต้องรู้ก่อนเริ่มสร้าง

เมื่อเริ่มสร้างเว็บ ควรจัดทำเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ Google ในการทำ SEO ได้ตั้งแต่เริ่มต้น หรือถ้ามีเว็บไซต์อยู่แล้วก็ควรปรับเว็บไซต์ให้ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการทำ SEO เพียงเท่านี้ก็พร้อมลุย ซึ่ง Google จะพิจารณาจัดอันดับให้กับเว็บที่มี Content แฝงไปด้วย Keyword ในตำแหน่งที่เหมาะสมกระจายอยู่ทั่วทุกหน้าของเว็บไซต์ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ Link ที่ต้องใส่ทั้งภายในเว็บไซต์ตัวเอง และLink ที่แปะเอาไว้นอกเว็บไซต์แล้วชี้เป้ากลับเข้ามายังเว็บไซต์ของตน (วิธีนี้เรียกว่า Backlink)

การส่งคอนเทนต์ไปสู่เว็บไซต์ข้างนอก หรือที่เรียกว่า Outreach โดยการแฝง Keyword ที่เจาะจง เข้าไปในคอนเทนต์และทำการแทรกลิงก์ เพื่อทำเป็น Backlink ให้คนอ่านคอนเทนต์คลิกเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของเรา (ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ อาจจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญของดิจิทัลเอเจนซี่ เป็นผู้ดำเนินการ) จากนั้นควรมีการตรวจสอบการจำอันดับของ Keyword อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อดูว่าคำไหนติดในหน้าแรกของ Google และปรับ Keyword อื่น ๆ โดยการทำ Outreach Content ส่งไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเจ้าของเว็บควรรู้จักใช้กลไกการแชร์ Content ใน Social Media ต่าง ๆ ร่วมด้วย เพราะเมื่อมีการแชร์มากขึ้น มีคนอ่านมากขึ้น คะแนนของ Keyword ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ เว็บเรามีบทวิเคราะห์กีฬา ข่าวบอล ฟันธงบอล ก็ควรเอาเนื้อหาเหล่านั้นแชร์ลงโซเชี่ยลบ้าง

ดังนั้นการทำ SEO หรือการตลาดออนไลน์จึงเปรียบเสมือนการประชาสัมพันธ์หน้าเว็บไซต์ธุรกิจและบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการของคุณได้อย่างมหาศาลเกินกว่าที่คุณจะคาดคิด หากคุณเตรียมพร้อม วางแผนการตลาดออนไลน์และจัดทำเว็บไซต์หน้าร้านออนไลน์ให้พร้อม กลไกเหล่านี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณได้รับความสนใจมากขึ้น จากนั้นก็จะตอบโจทย์ผลกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นได้ในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว

SEO คำตอบของการทำการตลาดออนไลน์

SEO คำตอบของการทำการตลาดออนไลน์

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมหลาย ๆ ธุรกิจหรือหลาย ๆ แบรนด์ถึงมีการเติบโตได้เร็ว ทั้งที่มีการก่อตั้งมาไม่ได้นานมากหรือมีฐานลูกค้าเดิมอยู่ก่อนหน้าแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีเงินทุนหนาสำหรับงบประมาณในส่วนการทำโฆษณาหรือโปรโมทผ่านช่องทางต่าง ๆ นอกจากสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีถูกใจผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการแล้ว ส่วนสำคัญก็มาจากการวางแผนทางการตลาดและมีเทคนิคในการทำการตลาดที่ดี ทั้งการตลาดทั่วไปและการตลาดแบบดิจิทัล ซึ่งเน้นในแนวทางของการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจนั่นเอง

SEO สร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง

การเรียนรู้วิธีการทำการตลาดในยุคดิจิทัลด้วย SEO เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย แม้ว่า SEO จะต้องอาศัยระยะเวลาในการทำพอสมควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ถือเป็นการทำการตลาดแบบได้ผลลัพธ์แบบ organic นั่นก็คือ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ว่าจะเป็นยอดการรับชมเว็บไซต์ การกดลิงก์ต่าง ๆ ไม่ได้ผ่านการโฆษณาเลย ซึ่งถ้าหากว่าเจ้าของแบรนด์ทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์หรือสินค้านั้น ๆ ก็จะช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมากทีเดียว

อย่างที่เราทราบกันดีว่า SEO ถือเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เว็บไซต์ติดลำดับการค้นหาที่ดี ในส่วนของ เว็บไซต์ search engine อย่างเว็บไซต์ Google จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนลำดับในหน้าค้นหาด้วยกันหลากหลายอย่าง ดังนั้นสิ่งที่เจ้าของแบรนด์สามารถทำได้คือ ทำตามความต้องการของเว็บ search engine นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ในจำนวนที่เยอะและเนื้อหาภายในเว็บไซต์มีความน่าสนใจและเหมาะกับผู้ใช้งาน ทาง Google ก็จะมีการพิจารณาปรับลำดับขึ้นมาได้

ในส่วนนี้ keyword หรือคำสำคัญที่เลือกใส่ในเนื้อหาบทความต่าง ๆ มีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เพียงคำที่เลือกนำมาใช้เป็น keyword แต่ยังรวมถึงความถี่ในการใส่ด้วย ไม่ควรจะเยอะหรือน้อยจนเกินไปเพราะจะทำให้เนื้อหานั้น ๆ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของ Google ทั้งนี้ ในส่วนของการเขียน ควรที่จะมีเทคนิคที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้ผู้อ่านสามารถรับข้อมูลสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการยัดเยียดหรือตั้งใจขายสินค้ามากเกินไป โดยลืมที่จะใส่ใจประโยชน์ของผู้บริโภค

SEO เหมาะสำหรับใคร?

ต้องบอกเลยว่าเหมาะสำหรับทุกคนที่ทำธุรกิจสินค้าหรือบริการทุก ๆ ประเภท มีการขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้งผู้ที่มีหน้าร้านหรือไม่มีหน้าร้านก็ตาม รวมทั้งผู้ที่ต้องการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ เพิ่มฐานลูกค้า เป็นต้น

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตลาดออนไลน์ค่อนข้างมาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสินค้าและยังเป็นวิธีที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้จริง ตอบโจทย์การทำการตลาดออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

การเลือกใช้ CMS มีผลกับการทำ SEO อย่างไร

CMS ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของการออกแบบและอัปเดตเนื้อหาบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่ใครจะรู้ล่ะว่าการเลือกใช้ CMS ก็มีผลต่อการทำ SEO ได้เหมือนกัน เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าในมุมมองของการทำการตลาดออนไลน์นั้น CMS จะช่วยดันอันดับ SEO เว็บไซต์ของแบรนด์ต่าง ๆ ให้ขึ้นไปอยู่หน้าแรกได้อย่างไรบ้าง

CMS ที่ดีช่วยดัน SEO ได้ง่าย

CMS ที่เป็น SEO friendly ช่วยให้คนทำคอนเทนต์สามารถสร้าง permalink เองได้ รวมถึง metadata และ snippet ต่าง ๆ ที่มีผลต่อการทำ SEO ด้วย หาก CMS ที่คุณใช้ไม่เอื้อต่อการสร้างข้อมูลเหล่านี้ อาจทำให้คุณพลาดการขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ search engine แบบน่าเสียดาย

ทำให้พนักงานที่มีหน้าที่อัปเดตคอนเทนต์เหนื่อยน้อยลง

พนักงานที่มีหน้าที่อัปเดตคอนเทนต์อาจไม่ได้บ่นให้คุณฟัง แต่เชื่อได้เลยว่าหากคุณมี CMS ที่ดีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการสร้าง SEO จะทำให้พนักงานของคุณเหนื่อยน้อยลงไปมาก เพราะมันจะช่วยให้การจัดการทุกอย่างดูง่ายขึ้นและเป็นระเบียบมากกว่าเดิม

เว็บไซต์ของคุณจะทนทานจะต่อเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึม

เมื่อไหร่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ search engine หลายเว็บไซต์จะถูกดันให้ตกอันดับ แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ได้รับการจัดระเบียบมาเป็นอย่างดีจะอยู่ได้ทนและอยู่ได้นาน เพราะไม่ว่าอัลกอริทึมของ search engine จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ก็มีจุดยืนที่ชัดเจนนั่นเอง

CMS ที่เป็น mobile friendly มีผลกับการทำการตลาด

แน่นอนว่าสมัยนี้ลูกค้าของคุณต่างใช้มือถือเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งการทำเนื้อหาก็ต้องเป็นเนื้อหาที่แสดงผลหน้าจอของมือถือได้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นมือถือรุ่นไหนก็ควร responsive หากเว็บไซต์ของคุณยังต้องให้ลูกค้าซูมเข้าซูมออกเพื่อเปิดอ่านเนื้อหาแล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าคุณกำลังสร้างประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจต่อลูกค้าอยู่ก็ได้

เว็บไซต์ของคุณจะดูดีและน่าเชื่อถือ

ใช่แล้วล่ะ เว็บไซต์ที่ดูดี ถูกจัดวางในตำแหน่งที่เป็นระเบียบและมีเครื่องมือช่วยให้ค้นหาเนื้อหาได้ง่ายย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะคอนเทนต์ที่ดีควรมี CMS ที่เจ๋ง ๆ เป็นหลังบ้านแล้วคอนเทนต์ที่ดีนี่เอง จะช่วยสร้าง UX หรือประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานได้ดีกว่าเว็บไซต์ที่มีการวางเนื้อหากระจัดกระจายจนดูไม่น่าเปิดไปอ่านซ้ำอีก

มาถึงตรงนี้แล้ว เจ้าของแบรนด์และคนทำเว็บไซต์หลายคนต้องหันมาสำรวจแล้วล่ะ ว่าเว็บไซต์ของคุณใช้ CMS ตัวไหนในการสร้างเว็บไซต์และอัปเดตคอนเทนต์อยู่ เพราะถ้าเป็น CMS ที่ไม่เอื้อต่อการทำเนื้อหาบนเว็บไซต์แล้วล่ะก็ อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนเพื่ออันดับของ SEO ที่ดีกว่าแล้วล่ะ

7 สิ่งที่มือใหม่หัดทำ SEO มักเข้าใจผิด

7 สิ่งที่มือใหม่หัดทำ SEO มักเข้าใจผิด

คุณรู้หรือไม่ว่ามีคนจำนวนมากยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ SEO อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วความเข้าใจผิดนี้จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังกระโดดตัวเองเข้ามาในวงการ SEO ลองสำรวจดูว่ามีข้อไหนบ้างที่คุณยังเข้าใจผิดเหมือนคนอื่น ๆ อยู่บ้าง

SEO ข้อไหนบ้างที่คนมักเข้าใจผิด

ทำ SEO แล้วจะเห็นผลเลยในทันที

ผลลัพธ์ของการทำ SEO สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีหากเว็บไซต์ของคุณมีพื้นฐานที่ดีมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากอยู่ดี ฉะนั้นหากคุณคิดว่าการทำ SEO แล้วจะเห็นผลทันทีนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจใหม่แล้วล่ะ

SEO มีแต่การเขียนบทความ

SEO ไม่ได้มีแต่เรื่องของการเขียนบทความเสมอไป แต่ยังเป็นการทำ backlink และโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ต้องคอยตรวจเช็คให้สามารถทำงานได้ดีตลอดเวลาอีกด้วย

ยิ่งใส่ keyword เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี

การใส่ keyword ที่ดีนั้นควรกระจายให้ทั่วเนื้อหาและอยู่ในทุกส่วนของเนื้อหา แต่ไม่ได้เป็นการยัดเยียด keyword เข้าไปในเนื้อหา เพราะยิ่งใส่เข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดูเหมือนเป็นเว็บไซต์ที่ไร้คุณภาพมากเท่านั้น

อันดับของ SEO จะคงอยู่ตลอดไป

อันดับ SEO ของเว็บไซต์สามารถอยู่ต่อไปได้แบบนาน ๆ เหมือนกันนะหากคุณมีการตรวจเช็คและพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่โดยธรรมชาติของการทำ SEO จะมีการเปลี่ยนแปลงของอันดับที่ขึ้นลงได้เสมอ

Algorithm ของ search engine สำคัญที่สุดในการทำ SEO

Algorithm เป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่สำคัญมากไปกว่าแบรนด์และการสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ชม เพราะ algorithm ของ search engine มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากคุณมัวแต่เปลี่ยนแปลงไปตาม algorithm นี้ทุกวัน อาจทำให้เว็บไซต์ของคุณไร้จุดยืนได้เหมือนกัน

ใช้แต่ short tail keywords มาใช้ในการทำเนื้อหาที่เป็นบทความ

Short tail keywords หรือ คำสั้น ๆ ที่ผู้คนใช้ในการค้นหาบน search engine ซึ่งการใช้ keyword ประเภทนี้มีความยากตรงที่มีเว็บไซต์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ที่ทำมาก่อนได้แย่งพื้นที่ด้วยการใช้คำสั้น ๆ ไปแล้ว ทางออกที่ดีคือการใช้ long tail keywords เข้ามาเป็นส่วนประกอบของเนื้อหาได้

SEO ไม่เกี่ยวกับ coding

หลายคนเข้าใจผิดว่าการทำ SEO เป็นเรื่องที่ทำเกี่ยวกับเนื้อหาที่ต้องใช้ keyword เท่านั้น แต่ความเป็นจริงนั้น SEO ยังเป็นเรื่องของโครงสร้างเว็บไซต์ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนโค้ดบางส่วนเพื่อให้ search engine เข้ามาเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ได้อีกด้วย

การเป็นมือใหม่ในการทำ SEO นั้นทุกคนก็ต้องผ่านจุดนี้ทั้งนั้น การเกิดความเข้าใจผิดหรือหลงทางนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าหลายคนก็มักมีความเข้าใจผิดหรือทำพลาดมาก่อน แต่ถ้าคุณรู้แล้วว่ามีบางอย่างที่คุณยังเข้าใจผิดอยู่ ขอให้รีบแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณไต่อันดับขึ้นไปที่หน้าแรกของ Google ได้ตามที่ต้องการ

SEO ข้อไหนบ้างที่คนมักเข้าใจผิด