คลังเก็บป้ายกำกับ: Keyword

ความสำคัญและการเลือก keyword ในเว็บไซต์ SEO

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ทางธุรกิจตามเกณฑ์ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่ออันดับในการนำเสนอเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้น ที่ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อถือและสนใจต้องการซื้อสินค้าและบริการ

ในการผลิตบทความสำหรับเว็บไซต์ SEO จึงต้องเลือก keyword ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าตรงกับที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้พิมพ์ค้นหาร้านค้าหรือบริการ ซึ่งคีย์เวิร์ดนี้ยังจะถูกใช้ในการคิดหัวข้อและเขียนส่วน Meta Description ที่เป็นการสรุปเนื้อหาโดยรวมที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะได้เห็น เพื่อเป็นการจูงใจให้คลิกเข้ามาอ่านข้อมูลฉบับเต็มในเพจ แล้วนำไปสู่การขายสินค้าและบริการทางธุรกิจ

เลือก keyword ทำ SEO ต้องคำนึงถึงอะไร

การเลือก keyword ทำ SEO ควรมีเป้าหมายว่าต้องการส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการใด เช่น กรณีที่คุณเปิดกิจการธุรกิจด้านความงาม ต้องการส่งเสริมให้คนมาฉีดโบท็อกลดริ้วรอย ก็ควรใช้คำว่า โบท็อก ในการเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการเขียนบทความ และนำมาผสมคำกับศัพท์อื่น ๆ ที่สามารถสืบค้นได้จากช่อง Google search

โดย Google.co.th เป็นช่องทางที่คนทั่วไปใช้พิมพ์หาข้อมูล คุณก็ทำเช่นเดียวกัน ลองพิมพ์คำว่า โบท็อก จะปรากฏตัวอย่างคำที่เคยมีคนค้นหาจริงอีกมากมาย เช่น โบท็อกคืออะไร โบท็อกที่ดีที่สุด โบท็อกที่ไหนดี โบท็อกลดริ้วรอย โบท็อกราคา เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถนำคำสำคัญเหล่านี้มาใช้ได้

ทั้งนี้ หากเป็นคำที่มีความยาว อย่างเช่น โบท็อกยี่ห้อไหนดี 2019 กรณีนี้ เรียกว่าเป็น long Tail keyword ที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อลูกค้าสูงกว่า การใช้คีย์เวิร์ดว่า โบท็อก เพราะกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจฉีดโบท็อก ในปี 2019 แสดงว่าต้องการข้อมูลที่ทันสมัยมาก เมื่อคุณเอาคำนี้มาผลิตบทความก็จะมีความตรงใจและได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากกว่าการใช้ keyword แบบสั้น ซึ่งมักต้องใช้ระยะเวลานานกว่าในการทำอันดับ SEO และสร้างฐานลูกค้าด้วยเลือก keyword ทำ SEO ต้องคำนึงถึงอะไร

นอกจากนี้ ยังสามารถหา keyword ด้วยเว็บไซต์ URL address ชื่อ https://answerthepublic.com โดยใส่ keyword ลงไปในช่องการค้นหา ก็จะปรากฏผลลัพธ์ออกมาในลักษณะเดียวกัน กับการใช้ Google search นั่นเอง แต่ในกรณีที่ต้องการข้อมูลเชิงสถิติเป็นตัวเลขเปรียบเทียบชัดเจนระหว่างคีย์เวิร์ด ว่ามีการคลิกสืบค้นด้วย keyword นั้นมากน้อยอย่างไร ก็สามารถสมัครใช้บริการของ Google เรียกว่า Google Search Console ได้ โดยไม่เสียค่าบริการ ก็จะได้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดมากขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าคุณควรเลือกคำใดในการผลิตบทความ SEO ในช่วงเวลานั้น ๆ

จะเห็นได้ว่า การเลือก keyword เพื่อนำมาใช้ในการทำบทความ SEO มีความสำคัญ ซึ่งมีช่องทางในการค้นหาอยู่หลายเทคนิค เพียงเลือกช่องทางที่คุณสะดวก และนำ keyword นั้นมาเขียนบทความที่มีคุณภาพ ให้สาระและประโยชน์ที่ทันสมัยแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ก็มั่นใจได้ว่าจะทำให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้อย่างดีแน่นอน

SEO แบบไหนไม่ควรทำ 2019 จำเป็นต้องรู้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ให้กับเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้อันดับในการสืบค้นอยู่ใน Top 5 Top10 ของหน้าต่างการสืบค้น ใน Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ได้

แต่การทำ SEO ที่ดีต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมตามที่ Search Engine กำหนด หากทำ SEO ที่ผิดไปจากกฎเกณฑ์จะทำให้เสี่ยงโดนแบน ทำให้เกิดผลเสียทางธุรกิจได้สูง

เรามาดูกันว่าการทำ SEO แบบใดจะส่งผลเสียต่อธุรกิจออนไลน์ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

1. การเปิดเว็บไซต์เพิ่มแล้วทำลิงก์แบบหลอก

การเปิดหลายเพจหรือหลายเว็บไซต์ แล้วเชื่อมโยงลิงก์ที่เรียกว่า Backlink ต่อกัน เป็นเทคนิค Off-Page SEO แบบผิด ๆ ซึ่งจะทำให้ถูกระบบ Algorithm หรือ AI อัจฉริยะของ Search Engine จับได้ และถูกแบนออกจากระบบ

2. การละเมิดลิขสิทธิ์บทความจากเว็บไซต์อื่น ๆ

การทำบทความ SEO ที่ดี จะต้องใช้ Keyword ที่มีการวิเคราะห์ว่าตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมาย และบทความต้องอัปเดตเนื้อหาใหม่ด้วยตนเอง การคัดลอกบทความจากแหล่งอื่นมาเท่ากับเป็นการสร้างบทความขยะหรือสแปมที่ทำให้เว็บไซต์ถูกปิดหรืออันดับ SEO ร่วงลงได้

3. การทำลิงก์ที่ไม่สมบูรณ์

ปัญหา Broken Link เป็นผลเสียทั้งต่อคุณภาพเว็บไซต์และทำให้เกิดความไม่ประทับใจในกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งาน ทำให้ต้องสูญเสียโอกาสในการขาย และหากปัญหา Error เกิดบ่อย ก็จะทำให้ลูกค้าไม่กลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอีก

4. เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำ

เกิดจากการเลือก Hosting ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ และมีทีมโปรแกรมเมอร์ที่ไม่ชำนาญในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิด Error สูง ใช้เวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลนาน ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการขายและมีผลต่ออันดับ SEO ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกตรวจสอบได้ด้วยระบบ AI Algorithm ของ Search Engine ด้วยเช่นกันเรามาดูกันว่าการทำ SEO แบบใดจะส่งผลเสีย

5. การสร้างลิงก์เชื่อมโยงที่มากเกินไป

เกิดจากการที่ไปแปะ URL Address ไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจออนไลน์ของคุณโดยตรง เป็นเทคนิคที่ระบบ AI ตรวจพบได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ถูกแบนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

6. การใส่ Keyword ที่มากเกินไป

การใส่ Keyword แบบยัดเยียดในเนื้อหา ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ประทับใจ และมักไม่กลับมาใช้งานในเว็บไซต์อีก นอกจากนี้ ยังทำให้บทความนั้นกลายเป็นสแปม (Spam) จากการประมวลผลโดยการวิเคราะห์ของ AI ด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO นั้น ควรจะอยู่บนหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม การศึกษา SEO ด้วยตัวเองและลงมือทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือการจ้างบริษัทที่ไว้วางใจได้ทำ SEO ให้สอดคล้องกับรูปแบบที่ Search Engine กำหนด จะป้องกันการทำ SEO แบบผิด ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากับธุรกิจได้

ทำไมนักธุรกิจรุ่นใหม่ถึงควรใช้ Niche Keyword มากกว่า Mass Keyword ทำเว็บไซต์ SEO

การทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันมีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเราเชื่อมโยงกันด้วยระบบอินเทอร์เน็ตแบบ 5G มีความรวดเร็วว่องไว และมีผู้ผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลก

Keyword SEO มีความสำคัญอย่างไร

การเลือกใช้ Keyword SEO ในการสร้างบทความคุณภาพอย่างสม่ำเสมอในเพจของคุณ โดยเฉพาะเว็บไซต์ของนักธุรกิจออนไลน์หน้าใหม่ จึงสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการปิดยอดขายตามไปด้วย ซึ่งกูรูทางการตลาดออนไลน์แนะนำให้ผู้ที่เปิดเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในระยะหลัง เลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เป็น Niche Keyword มากกว่า Mass Keyword ด้วยเหตุผล คือ Niche Keyword เป็นการใช้คำหรือวลีที่เฉพาะเจาะจงกับตัวสินค้า เพื่อสื่อสารตรงไปกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้ดีกว่าการใช้ Mass Keyword

ตัวอย่างเช่น คุณขายคีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมส์ออนไลน์ คุณควรจะใช้ Niche Keyword ว่า คีย์บอร์ด เล่นเกมส์ออนไลน์ E-Sport แบรนด์ญี่ปุ่น นำเข้า ราคาถูก เป็นต้น แทนที่จะใช้คำสั้น ๆ เพียง คีย์บอร์ดออนไลน์ ซึ่งไม่สื่อถึงสินค้าที่เจาะจง

เมื่อมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่กำลังสนใจเล่นเกมส์ออน์ไลน์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และมีกำลังซื้อพร้อม ต้องการคีย์บอร์ดออนไลน์ที่เป็นแบรนด์นำเข้าจากญี่ปุ่น มาใช้คีย์เวิร์ดดังกล่าวในการพิมพ์ค้นหา ใน Google หรือ Bing ก็จะแสดงผลเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ คุณจึงมีโอกาสในการขายสินค้าได้ในทันทีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณใช้ Mass Keyword นอกจากจะลดโอกาสในการได้ขายสินค้าแก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่มเหล่านี้แล้ว แบรนด์ของเว็บไซต์คุณก็จะไม่ชัดเจน ไม่เป็นที่จดจำเท่าที่ควร

ยิ่งไปกว่านั้น ต้องยอมรับว่าลูกค้าในปัจจุบันต้องการที่จะสืบค้นข้อมูลแล้วได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการพิมพ์ข้อมูลในช่อง Search ผลที่ปรากฏในหน้าการสืบค้น อันดับ 1-5 จะได้รับความสนใจคลิกเข้าไปดูและสั่งซื้อมากกว่าอันดับรองลงไปหรือในหน้าหลัง ๆ หลายเท่าตัว หากกรณีที่กล่าวมา คุณใช้คำว่า คีย์บอร์ดออนไลน์ โอกาสที่จะดึงดูดให้ลูกค้าคลิกเข้ามาชมข้อมูลและสั่งซื้อก็จะน้อยลงไป เพราะลูกค้ากลุ่มที่ต้องการสินค้าที่เฉพาะรุ่นและแบรนด์ จะรู้สึกว่าเป็นการเสียเวลาที่ต้องมาค้นหาข้อมูลเพิ่มจากเว็บไซต์ของคุณ และอาจคิดว่าคุณไม่มีรุ่นของสินค้าที่ต้องการด้วย คุณจึงพลาดโอกาสในการขายสินค้าออนไลน์ไปอย่างน่าเสียดาย และทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งรายอื่นที่เปิดเว็บไซต์มานาน ซึ่งมีฐานลูกค้าที่กว้างกว่านั่นเองKeyword SEO มีความสำคัญอย่างไร

หวังว่า บทความนี้จะทำให้ทุกท่านเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Niche Keyword และ Mass Keyword มากยิ่งขึ้น ในยุค 2019 นักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์แบรนด์ของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อทำ SEO ด้วย Niche Keyword ที่เหมาะสม นำเสนอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ได้

ข้อควรรู้ก่อนจ้างผู้ให้บริการ SEO

การโปรโมทธุรกิจผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ยิ่งถ้ามีการค้นหาในระบบอยู่อันดับต้น ๆ ยิ่งทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น หลายคนที่ต้องการทำให้ธุรกิจของตนติดอันดับการค้นหามักจ้างผู้ให้บริการ SEO สร้าง หรือแก้ไขเว็บไซต์ให้เป็นที่นิยม หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังจะเรียกใช้บริการทำ SEO เรามีข้อควรรู้ก่อนจ้างผู้ให้บริการ SEO มาแนะนำเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น

1.ต้องการทำ SEO เกี่ยวกับธุรกิจประเภทใด

คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณต้องการโปรโมทเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการประเภทใด เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดขอบเขตของการเขียนบทความ การแทรก Keyword เพื่อให้ติดอันดับการค้นหา รวมไปถึงการตกแต่งเว็บให้ให้เข้ากับธุรกิจนั้นๆ

2.คัดกรองผู้ให้บริการ

การรับทำ SEO มีทั้งในรูปแบบบริษัท ฟรีแลนซ์ และเอเจนซี หากคุณต้องการความน่าเชื่อถือ ประกันการทำงาน การจ้างบริษัทจึงเป็นทางเลือกที่ดี แต่อาจมีเรื่องของเวลามาเกี่ยวข้อง ส่วนผู้ให้บริการแบบฟรีแลนซ์มีข้อได้เปรียบตรงค่าจ้างที่ถูกลง ใช้ระยะเวลาในการทำไม่นาน แต่อาจจะติดตรงความน่าเชื่อถือ หากคุณจ้างเอเจนซีจะได้เปรียบในเรื่องของผลระยะยาว เพราะมีการคิดค้นความเป็นเอกลักษณ์ให้แก่เว็บไซต์ มีการดูแลลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงหลังส่งมอบงาน แต่ราคาก็จะสูงตามคุณภาพ

3.การเตรียมข้อมูล

ข้อมูลบริษัทหรือองค์กร ข้อมูลของสินค้า ผลงาน เสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการ ช่องทางการติดต่อ เพื่อให้ผู้รับทำ SEO ได้ออกแบบเว็บไซต์ บทความโฆษณาให้เหมาะสม ควรมีการแจกแจงข้อมูลว่าต้องการเน้นส่วนสำคัญตรงจุดใด การลำดับความสำคัญเพื่อเป็นการย่นระยะการทำงานให้ง่ายมากยิ่งขึ้น

4.เตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้บริการเรียกเพิ่ม แต่เป็นสิ่งที่คุณต้องจ่ายเพื่อเว็บไซต์ของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าโดเมน หรือชื่อเว็บไซต์ซึ่งต้องสอดคล้องกับธุรกิจมากที่สุด ค่ารูปภาพที่มีลิขสิทธิ์ ค่าโฆษณาการตลาดออนไลน์ ค่าโฮสติ้ง หรือค่าพื้นที่ในการติดตั้งเว็บ เพื่อให้เว็บไซต์ออนไลน์ได้

5.การดูแลหลังส่งมอบงาน

ตรวจสอบบริการหลังส่งมอบงาน ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีการดูแลหลังการส่งมอบงานอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อป้องกันเว็บไซต์เกิดปัญหาภายหลัง

การทำ SEO ก็เหมือนกับการก่อสร้าง ข้อมูลธุรกิจของคุณก็เปรียบได้กับอุปกรณ์ หากมีอุปกรณ์เพียงพอการก่อสร้างก็จะดำเนินไปได้สะดวก รวดเร็ว เพื่อป้องกันการผิดพลาด ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพซึ่งเปรียบเสมือนช่างผู้รับเหมา หากมีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งงาน เก็บทุกรายละเอียด งานก็จะออกมาดีมีคุณภาพ แต่การจะทำให้เว็บติดอันดับต้นๆในการค้นหาได้นั้น เวลาคือตัวแปรสำคัญ ฉะนั้นหากคุณต้องการทำ SEO ควรลงมือตั้งแต่วันนี้ ออกสตาร์ทก่อน มีสิทธิ์ถึงเส้นชัยก่อน

ผู้ให้บริการ SEO มาแนะนำเพื่อป้องกันความผิดพลาด

เทคนิคการเขียนบทความ SEO เพื่อดัน Content ให้เป็นอันดับ 1

ไม่ว่าใครที่กำลังสร้าง Content ดีๆ ก็ต้องอยากให้คนได้อ่านสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าทุก Content จะมีคนอ่านเยอะเสมอไป หรือบาง Content อาจไม่มีคนอ่านเลยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า มีคน Search เจอสิ่งที่ต้องการนำเสนอหรือไม่ ซึ่งการการทำ SEO ก็เพื่อนำพาคนที่สนใจในสิ่งนั้น Search เจอและได้อ่านบทความที่เราต้องการนำเสนอนั่นเอง

Concept ของ SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการสร้างบทความให้มี Keyword เพื่อการค้นหาได้ง่าย โดยจะเป็นการนำเอา Keyword ที่มีการจัดอันดับว่ามีการค้นหามากที่สุดจาก Search Engine ชื่อดังอย่าง GOOGLE และนำเอาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นมาลงในบทความที่ต้องการนำเสนอ ทำให้การ Search หาเจอทำได้โดยง่าย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

กำหนด Keyword คือเราต้องทราบก่อนว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับอะไร และ Keyword ที่มีการค้นหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ คืออะไร เราจึงค่อยนำ Keyword นั้นมาเป็นหลักในการเขียนบทความ

มีเนื้อหาที่น่าสนใจ เหมือนเราดูหนัง หากหนังเรื่องนั้นไม่สนุกก็ไม่อยากดู Content ก็เช่นกัน หากหัวข้อและเนื้อหาไม่เป็นที่น่าสนใจ ผู้อ่านก็จะหยุดเสียกลางคัน ทางที่ดีควรนำเสนอ Content แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เนื้อหาจะต้องมองในมุมของผู้อ่านเป็นสำคัญ ว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่

ควรมี Keyword กระจายทั่วบทความ การกระจาย Keyword ให้ทั่วบทความถือว่าสำคัญมากในการทำ SEO โดยเฉพาะตรงส่วน Title และ Description เพราะจะทำให้การค้นหาง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย ไม่ควรใส่ Keyword เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกติดขัดได้

จำนวนคำไม่ควรน้อยหรือมากไป ใน Content ที่ดีจะนำเสนอไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมี 300 ถึง 1000 คำ ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการนำเสนอ เช่น บทความเกี่ยวกับเด็ก ก็ต้องสนุกสนานและไม่ยาวจนเกินไป แค่ 300 คำก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นบทความเกี่ยวกับวิชาการ เน้นความน่าเชื่อถือ ก็ควรมีประมาณ 1000 คำ เพื่อเนื้อหาที่ครอบคลุม สร้างความน่าเชื่อถือได้นั่นเอง

รูปและวีดีโอก็มีความสำคัญ บทความที่ไม่มีรูป ก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผัก คือไม่มีสีสันเลย ทำให้ไม่ดึงดูดใจผู้อ่าน นอกจากนี้การใส่รูปและวิดีโอยังทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเนื้อหาที่เรานำเสนอมากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

Black link ก็คือ link ของบทความเราที่ไปอยู่ในเว็บไซต์อื่น โดยผู้อ่านจากเว็บไซต์อื่นสามารถกดที่ link นี้และก็จะถูกพามาที่บทความของเรานั่นเอง ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดอันดับของ GOOGLE ด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

หากเราสามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ทำบทความ SEO อย่างถูกวิธีแล้ว เชื่อว่าบทความนั้นจะต้องเป็นบทความคุณภาพ และได้รับการพิจารณาจาก GOOGLE ให้ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ อย่างแน่นอน ซึ่งการขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ นั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา สร้างยอดขายสินค้าหรือบริการต่างๆได้มากขึ้น และยังเพิ่มยอดไลค์ ยอดแชร์ อันเป็นการขยายฐานลูกค้าได้ในอนาคตอีกด้วย