อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO ทำอย่างไร

ปัจจุบัน การทำธุรกิจออนไลน์เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมและเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมรายได้ของสินค้าและบริการแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งการจะทำเว็บไซต์ให้ดังติดตลาดได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคหรือกลยุทธ์ทางการตลาดหลายวิธีร่วมกัน

สำหรับใครหลายคน การทำเว็บไซต์ให้เป็นที่แพร่หลายภายในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้แล้ว และต้องการความท้าทายใหม่ ๆ จึงเกิดคำถามว่า หากอยากโปรโมตเว็บไซต์ให้ดังเปรี้ยงปร้างในต่างแดนด้วยวิธีการ SEO เช่นเดียวกับที่ทำในไทย จะเป็นไปได้ไหม ? เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO

ต้องรู้หลักการทำ SEO เสียก่อน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นิยมมากในทศวรรษนี้ เพราะทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ บนโลกออนไลน์สามารถถูกสืบค้นและเข้าถึงได้ง่าย เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า เพียงแค่คลิกเดียวผ่านเครื่องมือสำคัญ อย่าง search engine ที่โด่งดัง ได้แก่ กูเกิ้ล ยาฮู บิง ก็สามารถจับคู่ความต้องการซื้อขายสินค้าระหว่างกันได้ด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ นักพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องปรับปรุงทั้งส่วน ONPAGE และ OFFPAGE เพื่อที่จะตอบโจทย์ตามหลักเกณฑ์ของแหล่งสืบค้นที่ใช้รูปแบบอัลกอริทึ่มเฉพาะตัวในการแสดงผลสืบค้นจากผู้ชมทั่วโลกนาทีต่อนาที หากสามารถทำ SEO เว็บไซต์ได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะถูกจัดอันดับชื่อในตำแหน่งเหนือเว็บไซต์อื่น ๆ ในการสืบค้น โดยเฉพาะอันดับ 1 – 10 ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง อันทำให้มีจำนวนผู้เข้าชม ลูกค้าเก่าและใหม่ รวมถึงยอดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO ทำอย่างไร

วิธีการทำ SEO ให้เว็บไซต์ดังในต่างประเทศ

ในการทำ SEO ที่ดีมีคุณภาพ จำเป็นต้องใส่ไอเดียและเทคนิคปรับเว็บไซต์ให้ทันสมัย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ลิงค์ LINK เพื่อการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของเรากับเว็บไซต์ภายนอก จุดนี้มีความสำคัญมาก หากต้องการให้เว็บไซต์ฮิตติดตลาดในต่างประเทศก็ต้องเลือกลิ้งค์ที่มีความเป็นสากล (GO INTER) เพื่อไม่ให้เว็บไซต์เราถูกสืบค้นเจอเพียงแค่จากลูกค้าในไทยที่ค้นผ่าน“กูเกิ้ลดอทco.th”

ในเมื่อเป้าหมายของเรา คือค้นจาก“กูเกิ้ลดอทคอม” ก็ต้องใส่เนื้อหาบทความที่เป็นภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ เยอรมัน จีน ฯลฯ ร่วมกับหา Backlink ที่มีคุณภาพ โดยการวิเคราะห์จากการมีปริมาณการใช้งานสูง หรือที่เรียกกันว่ามี Traffic สูง และมีลำดับสูงใน Google rank ซึ่งเป็นการตีค่าตัวเลขไว้ที่ต่ำสุดศูนย์และสูงสุดสิบ หากเลือก Backlink ที่ค่า Page rank สูงใกล้สิบได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความฮิตติดอันดับท็อปใน Googleดอทคอมได้มากเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาการทำ Profile link เพื่อการโปรโมตเว็บไซต์ให้คนทั่วไปได้เข้าถึง ผ่านทางการเติม URL address เวลาสมัครเข้าร่วมกลุ่มหรือสมาชิกออนไลน์ใด ๆ เช่น เว็บบอร์ดในสังคมแชทออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ , twitter , เฟสบุ๊ค เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งที่ส่งเสริมการทำ SEO ให้ฮิตในต่างแดนได้จริงในระยะยาวอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับวิธีการใช้เทคนิค SEO เพื่อการโปรโมตเว็บไซต์ให้ดังในต่างประเทศที่เราแนะนำไป หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ทุกท่านเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความเป็นสากล เพื่อเพิ่มยอดผู้ติดตามและยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมการทำ SEO จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสักที

SEO เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและด้านภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการสืบค้นด้วย search engine ต่าง ๆ ไม่ว่า กูเกิ้ล บิง หรือ ยาฮู ล้วนอิงระบบอัลกอริทึ่มที่ใช้การป้อนข้อมูลดาต้าจาก SEO ทั้งสิ้น การจะทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ เช่น อันดับ 1-10 ของการสืบค้นจึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบของ SEO ที่ครบถ้วน พร้อมกับการอัพเดตข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลาลงเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขันและช่วงชิงเก้าอี้นั่งในอันดับ top10 จากบริษัทคู่แข่งอื่น ในสายงานธุรกิจเดียวกัน

SEO หรือ search engine optimization จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการยุคใหม่ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายเป็นระดับอินเตอร์ หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผลิตภัณฑ์ ต้องเรียนรู้ ทั้งนี้ มิใช่เพื่อการสร้าง SEO เอง แต่เป็นการเข้าใจระบบ SEO อย่างถูกต้อง ก่อนการเลือกจ้างบริษัทชั้นนำที่มีประสบการณ์ด้าน SEO ด้วยบุคลากรและทีมงานสนับสนุนที่มีความชำนาญในการปรับปรุงเพจและเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีนหรือเยอรมัน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ใช้ภาษาที่สามเป็นภาษากลางในการสื่อสาร

ในส่วนของออนเพจ SEO On-Page SEO เป็นสิ่งที่จะปรากฎแก่สายตากลุ่มผู้สืบค้นหรือที่เรียกว่ากลุ่มเป้าหมายทางการค้า โดยต้องมีการใส่ SEO ในส่วนเนื้อหาบทความ หรือ Content SEO ชื่อและที่อยู่ของเพจหน้าต่าง ๆ หรือ URL address และการลิ้งค์เชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เว็บไซต์ภายนอก หรือเชื่อมโยงจากเพจภายนอกเข้าหา content ของผลิตภัณฑ์บริษัท ก็ห้ามขาด SEO เช่นกัน

การใช้คีย์เวิร์ดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมี SEO อยู่เสมอ เพราะเป็นก้าวแรกแห่งการสืบค้น หรือเป็นช่องทางแรกที่จะได้ทำให้เว็บไซต์พบเจอกับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าและบริการที่ถูกใจตรงกับคีย์เวิร์ดที่เลือกสรรลงไปมากที่สุด ดังนั้นการใส่คีย์เวิร์ดลงในเว็บไซต์แต่ละหน้าก็ไม่ควรเกิน 2-3 คำ เพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ของข้อมูล และทำให้เนื้อหาของแต่ละเพจมีความราบรื่นในการอ่าน ไม่สะดุดหรือขัดตากับการพยายามใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆ มากเกินไป การตั้งใจใส่ข้อมูลของสินค้าที่มากเกินไปจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกขัดต่อความรู้สึกและอาจเกิดความไม่ไว้วางใจได้ เพราะตามหลักจิตวิทยา การถูกยื่นข้อเสนอด้านใดมากเกินไป หรือที่เรียกว่า hard sale จะทำให้ผู้ซื้อ หรือกลุ่มลูกค้าเกิดความลังเลใจและส่งผลต่อภาพลักษณ์แง่ลบของสินค้าได้เช่นกัน การทำ SEO จึงควรเน้นความเหมาะสมของเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องเข้าคู่กัน มีความกลมกลืนกันอย่างพอดี

การทำ SEO จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรให้ความสำคัญและศึกษาด้วยตัวเอง ทั้งควรประเมินผลดีที่ได้รับเพิ่มจากประสบการณ์ทำ SEO ในเว็บไซต์ ที่นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิม จะทำให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นว่าควรทำ SEO ในรูปแบบใดที่ตอบโจทย์ที่สุด

มาเพิ่มความรู้ หาข้อเสียของการไม่ทำ SEO

ในปัจจุบัน เรามักเห็นบริษัทเอกชนรับจ้างทำ SEO กันมากขึ้น ทั้งจากสื่อโฆษณาและการบอกต่อของเพื่อน ๆ นักธุรกิจที่นิยมขายสินค้าและให้บริการต่าง ๆ ทางสื่อออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งสำหรับเพื่อน ๆ มือใหม่ในวงการธุรกิจออนไลน์ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่า หากไม่ทำ SEO แล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร?

เราจึงได้รวบรวม 5 ข้อเสีย ของการไม่ทำ SEO มาฝากกันไว้ที่นี่

1. หาเว็บไซต์ไม่เจอ

ข้อนี้เป็นปัญหาสำคัญของการไม่ทำการตลาด SEO ตามเทรนด์ปัจจุบัน เนื่องจากถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดหรือลูกค้าเก่าที่มีนามบัตรหรือเคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจคุณอยู่ก่อนแล้ว ก็จะไม่มีทางทราบเลยว่า ยังมีบริษัทของคุณพร้อมขายสินค้า-ให้บริการอยู่

2. แทบไม่มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่

เพราะการค้นหาไม่เจอในข้อ 1. จะทำให้แทบไม่มีโอกาส “เปิดหน้าร้าน” ให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักเพิ่ม ทำให้คุณรักษาไว้ได้เฉพาะลูกค้าเก่า ทั้งนี้ลูกค้าเดิมที่มีอยู่ก็อาจ “ปันใจ” ไปให้บริษัทอื่นได้ หากมีการโฆษณา ภาพลักษณ์ คุณภาพของสินค้าหรือ การบริการที่น่าประทับใจกว่า

3. เสียลูกค้าไปให้เจ้าอื่น

การเสียโอกาสทางการตลาดหรือทางธุรกิจเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมาจากการที่ลูกค้าไม่ทราบว่ามีบริษัทคุณให้เลือกใช้สินค้าและบริการได้ สมมติว่าลูกค้าอยากได้ร้านจัดดอกไม้ไปเซอร์ไพร์สแฟน หาก search ในกูเกิ้ล แล้วพบแต่ร้าน A B C … การไม่ทำ SEO จะทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ลูกค้าจะไล่หาลำดับในหน้าเพจหลัง ๆ จน เจอร้าน Z ของคุณ

มาเพิ่มความรู้ หาข้อเสียของการไม่ทำ SEO

4. ดูไม่น่าเชื่อถือ

การทำ SEO ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่า เว็บไซต์ ธุรกิจคุณมีการเคลื่อนไหว ภาพลักษณ์ทันสมัย พร้อมตอบคำถามตลอด 24 ชม. ซึ่งลูกค้าในปัจจุบันนิยมเลือกที่บริษัทที่พร้อมให้บริการอย่างรวดเร็วและติดต่อได้ง่าย กรณีที่มีปัญหาหลังการขาย

5. เสียเวลาลูกค้าที่ต้องการความฉับไว

การทำSEO จะต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับธุรกิจคุณมากที่สุด ซึ่งจะเป็นเหมือนการแสดงวัตถุประสงค์ในการมีหน้าร้าน เช่น คุณเป็นธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนโรงงาน จำเป็นที่ต้องสั่งล็อตเยอะ ๆ การทำ SEO ก็จะใส่คำว่า “ขายส่ง”

การไม่ทำ SEO อาจทำให้เสียเวลาลูกค้าต้องการสินค้าปลีกเพียงไม่กี่ชิ้น หรือลูกค้าที่ทำงานวิจัยที่ต้องการระบุสเป็คเฉพาะแบบ หรือให้ทำตามออเดอร์ จะเห็นได้ว่าความต้องการ ไม่ match กัน ทำให้เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะหากลูกค้ากำลังอยู่ในช่วงเร่งรีบต้องการความไว

การไม่ทำ SEO มี 5 ข้อเสียที่เห็นได้อย่างชัดเจน แม้จำนวนมีเพียง 5 ข้อ แต่เป็นข้อเสียที่มีนัยสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจในระยะยาว จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ เลือกทำ SEO

ธุรกิจออนไลน์ เลือกทำเล ONLINE ด้วย SEO

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ทำธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดมือฉมัง หรือคุณแม่บ้านมือใหม่ที่สนใจเพิ่มรายได้จากบ้าน ก็ไม่ควรมองข้ามการทำ SEO เพราะเป็นเหมือนการอัพ หน้าร้านของเรา ให้ได้อยู่ในจุด หรือ position ที่มีคนเห็น เรียกได้ว่าเป็นการซื้อทำเล (Location) บนโลกอินเตอร์เน็ต ในส่วนของผลลัพธ์จากการค้นหาใน search engine เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น

มารู้จักการทำ Seo

การทำ SEO หากเปรียบกับการเล่นกีฬา ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นกีฬาที่เล่นกันเพียงแค่ 2 – 3 เกมส์แล้วก็เห็นผลอย่าง เซปักตะกร้อ หรือเล่นกัน ชนะ 3 – 0 แล้วจบ รู้ผลแพ้ชนะอย่างวอลเล่ย์บอล แต่การทำ SEO จะต้องใช้เวลาในการสั่งสม และเมื่อเห็นผลแล้ว ก็ต้อง keep จุดนี้ไว้ให้ต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้อันดับหรือทำเลเราถูกแย่งไปอยู่ในมือสู่คู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นที่ย่อมทำ SEO เช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเปิดร้านขายดอกไม้แบบมีหน้าร้านจริง คุณก็ต้องเลือกทำเลให้อยู่ในจุดที่จะมีลูกค้าสัญจรผ่านไปมา เรียกได้ว่ายอมเสียค่าทำเลเยอะหน่อย โดยการจ่ายค่าเช่าเดือนละเป็นหมื่น ๆ แลกกับการได้พื้นที่เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะแพงเกินราคาอย่างย่านสีลม เพลินจิต เพียงเพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาส เห็นหน้าร้านดอกไม้ของคุณว่ามีอยู่ตรงนี้ มีสไตล์การจัดดอกไม้แบบนี้ เมื่อลูกค้าได้เห็นหน้าร้านของคุณ และมีโอกาสเดินเข้ามาชมภายในร้าน ก็จะเกิดภาพจำ จากความประทับใจ แม้ในวันนี้ยังไม่ได้ซื้อในทันที ว่ามีร้านดอกไม้ที่น่าใช้บริการอยู่ตรงไหน เมื่อจะนึกให้ของขวัญวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน หรือช่วงเทศกาล เช่น วาเลนไทน์ วันปีใหม่ ก็จะมาซื้อดอกไม้จากร้านคุณนั่นเอง

การทำ SEO จึงไม่ต่างกับการเลือกทำเล ONLINE ที่ดีที่สุด ซึ่งกูรูด้านการตลาดออนไลน์แนะนำว่า ควรพยายามให้อยู่ใน 1 – 3 หน้าแรกของการค้นหาด้วย SEARCH ENGINE อย่าง ยาฮู กูเกิ้ล จะดีที่สุด ทั้งนี้ การทำ SEO ใช่ว่าจะทำวันเดียวแล้วจะได้เห็นผลว่าจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นใน 3 วัน 5 วัน เนื่องจากคุณไม่ใช่ธุรกิจเดียวที่ทำ SEO คุณต้องไม่ลืมว่า ทุกบริษัทล้วนต่างแย่งชิงทำเลทอง บนโลกออนไลน์นี้ ด้วยการจ้างนักทำ SEO มือฉมังหรือนักการตลาดมืออาชีพในวงการธุรกิจ website กันทั้งนั้น

นอกจากนี้ อัลกอริทึ่ม (algorithm) ในการวิเคราะห์ดาต้า (data) เพื่อ ranking หรือ จัดอันดับของ search engine ก็มีตรรกะที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ไม่สามารถมีบริษัทใดเป็นผู้ผูกขาดทางการตลาด หรือ monopoly ในการเป็น เจ้าอันดับท็อป 5 หรือ เจ้ายุทธจักรท็อปเท็น ได้ตลอดไปจากการทำ SEO เพียงครั้งเดียว เนื่องจากมีการอัพเดตใหม่ ๆ ของทุกเว็บไซต์เกิดขึ้นในทุก ๆ วันนั่นเอง

ธุรกิจออนไลน์ เลือกทำเล ONLINE ด้วย SEO

วิธีทำ SEO อย่างง่ายกับ WordPress

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มทำเว็บไซต์ของตนเองเพื่อขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ โปรแกรม WordPress เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก ไม่จำเป็นต้องเรียนสายคอมพิวเตอร์หรือการเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยาก คนธรรมดาก็ใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปได้ง่าย สร้างเว็บไซต์อย่างสวยงาม อ่านง่าย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายด้วย ประโยชน์ข้อสำคัญคือมี Plugin เป็นส่วนเสริมในการตกแต่งเพิ่มคุณสมบัติของเว็บไซต์ สามารถเลือกใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการทำภาพสไลด์ , การทำตลาดทางอีเมล์และอีคอมเมิร์ซ , การเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย , การแบคอัพและเคลื่อนย้ายข้อมูล แน่นอนว่าช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานในการทำ SEO ให้เว็บไซต์มีลำดับการค้นหาที่ดี ค้นพบง่ายและรวดเร็วใน Search engine ยอดนิยมอย่าง Google

หากคุณเข้าค้นหาใน Google เป็นประจำ ย่อมจะเข้าใจฐานะของผู้ใช้งานจริงว่า ส่วนใหญ่เราจะไม่เปิดหาสิ่งที่ต้องการเกินกว่า 5-6 หน้า ดังนั้นเว็บไซต์ที่จัดอันดับในหน้าแรก ๆ จึงได้เปรียบเพราะผู้ใช้เปิดเข้าดูเว็บไซต์ก่อน ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น มีโอกาสปิดยอดขายมากกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน

ก่อนอื่นมาดูว่าการทำ SEO มีวิธีการอย่างไรบ้าง

1.ชื่อบทความ

การตั้งชื่อเรื่องมีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ใช้ในแสดงผลบน Google ระหว่างการค้นหาเว็บไซต์ ถ้าเราเห็นชื่อบทความน่าสนใจย่อมดึงดูดใจให้คลิกเข้าไปอ่าน สามารถแทรกคีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO ในชื่อบทความเพื่อให้สอดคล้องกับสินค้าและบริการ นอกจากนั้นชื่อบทความใน WordPress ยังไปปรากฏเป็นการตั้งค่า URL โดยอัตโนมัติได้อีกด้วย พยายามเขียนคีย์เวิร์ดและชื่อบทความให้กระชับและครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการเขียนมากที่สุด หากผู้ใช้เข้ามาดูแต่ไม่เห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกันอาจไม่ค้นหาหรือเข้าใช้บริการอีก

2.เน้นคำสำคัญ

การใช้งาน WordPress มีรูปแบบใกล้เคียงกับโปรแกรม Word ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว มีเครื่องมือช่วยเน้นคำสำคัญทำให้ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ เมื่อมีการค้นหาคีย์เวิร์ดใน Search engine คำที่เน้นเหล่านี้ถือว่าสำคัญและโดดเด่นทำให้เข้าถึงบทความง่ายและรวดเร็ว แต่เน้นเฉพาะสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช้การทำสแปมทั้งบทความซึ่งเป็นการผิดกฎของทาง Google เสี่ยงจะถูกลงโทษง่ายๆ

วิธีทำ SEO อย่างง่ายกับ WordPress

3.แทรกรูปภาพดึงดูดสายตา

ต้องยอมรับว่าการค้นหาสินค้าหรือบริการบางครั้งเราถูกดึงดูดด้วยรูปภาพโดยไม่ได้อ่านเนื้อบทความแม้แต่น้อย เคล็ดลับการทำ SEO บนรูปภาพคือการใช้คีย์เวิร์ดลงในชื่อไฟล์รูปภาพและการแท็ก Alt หรือAlternative ช่วยให้เว็บ Search engine รู้ว่ารูปภาพนั้นเกี่ยวกับอะไรและนำไปจัดอันดับได้ ขั้นตอนง่าย ๆ หลังจากแทรกภาพบนโปรแกรม WordPress แล้วให้คลิกภาพเพื่อทำการแท็ก ใส่ข้อมูลคีย์เวิร์ดลงไปในกรอบสี่เหลี่ยมเพื่อแสดงว่าภาพมีความเกี่ยวข้องกับบทความหรือนำชื่อบทความมาใส่ได้เลย

4.การลิงก์กับเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดีย

ทุกวันนี้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าทาง Facebook การลิงก์บทความระหว่างเว็บไซต์กับเฟซบุ๊กช่วยกระตุ้นการเข้าชมมากขึ้น โดยเฉพาะการกดไลค์ กดแชร์ ส่งผลให้ยอดวิวเพิ่มขึ้นและบทความนั้นจัดอันดับดีขึ้นไปด้วย เพราะทุกวันนี้โลกธุรกิจมีการแข่งขันสูงมาก การทำ SEO ควรเลือกวิธีการที่ง่าย สามารถอัพเดทด้วยตัวเองบ่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้เว็บติดอันดับต้น ๆ ได้

เหตุผลที่การทำ SEO ยังคงเป็นกุญแจเพิ่มยอดขาย

อย่างที่รู้กันว่า เทคนิคการทำ SEO กลับมาแรงอีกครั้ง หลังจากกระแสการทำตลาดออนไลน์บนเฟซบุ๊กเริ่มซาลง เนื่องจากนโยบายการเก็บค่าโฆษณาจากยอดคลิกของเฟซบุ๊กเพิ่มค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเพื่อแลกกับการยิงแคมเปญโฆษณาของธุรกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจง โดยเฟซบุ๊กให้คนซื้อโฆษณาระบุกลุ่มอายุ เพศ การศึกษา ที่อยู่ อาชีพ และอื่นๆ แบบล้วงลึกข้อมูล แต่สุดท้ายปิดการขายไม่ได้เพราะสินค้าไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่คุณระบุไว้ เพราะคนเรามีความพอใจแตกต่างกัน จ่ายโฆษณาบนเฟซบุ๊กอาจไม่เกิดประโยชน์และเสียเงินเปล่า นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนกลับมาใช้เว็บไซต์ในการทำตลาดออนไลน์เหมือนเดิม

แน่นอนว่าการทำ SEO ยังคงเป็นหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จ เพราะสามารถใช้เป็นทั้งช่องทางการโฆษณาสินค้าและบริการ พร้อมทั้งเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร อัพเดทข้อมูลและโปรโมชั่นใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา บางคนไม่ค่อยสบายใจเรื่องฟีดแบ็กที่กลับมาช้า ไม่เหมือนกับเฟซบุ๊กที่เห็นยอดกดไลค์กดแชร์แทบจะในทันที ถ้าคุณติดใจเรื่องนี้ บอกเลยว่าต้องทบทวนใหม่ เพราะการกดไลค์กดแชร์เป็นวิธีการดึงดูดผู้คนเข้ามาดูเพจมากขึ้น มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากมายไม่ต่างจากการทำ SEO แต่การันตีไม่ได้เลยว่าจะทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ในเมื่อคู่แข่งก็มีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายคนพบว่าลงทุนค่าโฆษณากับ เฟซบุ๊ก ไปพอสมควร คนเข้ามาดูมากขึ้นก็จริงแต่ยังไม่มียอดขายเกิดขึ้นเลย ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าเฟซบุ๊กเป็นกลุ่มที่เข้ามาดูแบบฉาบฉวย ส่วนลูกค้าที่เข้าดูเว็บไซต์มักกำลังมองหาสินค้าเพื่อเลือกซื้ออย่างจริงจังและมีโอกาสเป็นลูกค้าที่ยั่งยืนมากกว่า

ทักษะการทำ SEO

การสื่อสารผ่านเว็บไซต์เป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการที่ต้องการทำการตลาดและการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูง เฟซบุ๊กนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียกว่าต้องอัพเดทกันทุกวัน ยิ่งผู้คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากเท่าไรยิ่งต้องแอคทีฟ แต่การเข้าหาลูกค้าตลอดเวลาเพื่อการอัดโหมโฆษณาที่มากเกินไปจนทำให้เกิดความรำคาญและสร้างภาพลบให้ธุรกิจได้เหมือนกัน เปรียบเทียบกับการทำ SEO ในเว็บไซต์จำเป็นต้องอัพเดทข้อมูลสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องบ่อยมาก จึงไม่เสียพลังงานมากเกินไป หัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ในเว็บไซต์คือการสื่อสารที่ดี ผู้เขียนบทความควรมีทักษะการสื่อสาร มีทักษะทางการตลาด ถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และถอดประสบการณ์จากการรีวิวสินค้าให้ผู้เข้าชมอ่านอย่างเข้าใจ กระตุ้นความสนใจและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ลูกค้าสนใจเข้ามาลองสินค้าและบริการซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่กดไลค์แล้วผ่านเลยไป

ทุกวันนี้การทำตลาดบนเฟซบุ๊กไม่ได้ง่ายเหมือนก่อน คนอ่านหนังสือน้อยบรรทัด เนื้อหาโฆษณาจึงกระชับและถ่ายทอดข้อมูลให้ลูกค้าได้ไม่มากพอที่จะจูงใจ กลายเป็นลูกค้าแบบฉาบฉวย มาแล้วก็ไป ไม่ปักใจเชื่อทันที หากเราเลือกทำ SEO จะเชื่อมโยงคีย์เวิร์ดและบทความดีๆ ที่สื่อออกไป จับหมับเข้ากับผู้บริโภคที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์จริงๆ เมื่อเข้ามาพบกับสินค้าที่ตอบโจทย์ โอกาสปิดการขายมีแน่นอน

การตลาดทางเฟสบุ๊ก

4 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มต้นเข้าสู่โลกของอันดับเว็บไซต์

ข้อดีของการทำ SEO ทำให้ร้านค้าออนไลน์เป็นที่รู้จักรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเว็บเกิดใหม่ที่ไม่มีหน้าร้าน จำเป็นต้องต่อสู้กับบรรดาคู่แข่งในโลกโซเชียลเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ ยิ่งการค้นหาเร็วเท่าไรยิ่งมีโอกาสเพิ่มยอดขายมากขึ้น แต่ก่อนที่จะเริ่มทำ SEO โปรโมทแบรนด์ให้เติบโตไปข้างหน้าควรเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ตั้งแต่คลิกเข้าเว็บไซต์ครั้งแรกนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในอนาคต สิ่งที่คุณจะต้องรู้ 5 เป็นอันดับแรกมีดังนี้

1.ทำเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ – เว็บไซต์เป็นประตูเข้าถึงสินค้าและบริการ ต้องคำนึงถึงความประทับใจที่มีต่อการเข้าใช้งาน ค้นหาสินค้าง่าย ในหน้าแรกควรเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุด ร้านค้าออนไลน์ต้องศึกษาข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าชอบอะไรเป็นพิเศษ หาผลิตภัณฑ์ประเภทใดบ่อยที่สุด ลูกค้ามีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียอย่างไร ตลอดจนทำลิงก์เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มโอกาสขายสินค้าอื่นไปเรื่อยๆ โครงสร้างเว็บที่ดี ใช้งานสะดวก มีส่วนสำคัญทำให้ได้ความประทับใจจากลูกค้าเข้ามาใช้งานหน้าเว็บซ้ำ

2.เนื้อหาของบทความมีข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือ – สำหรับการจัดทำบทความต้องคิดว่าคนเข้าเว็บต้องการอะไร สนใจรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ประเภทไหน มีลักษณะอย่างไร ใช้อย่างไร มีข้อดีแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทั้งหมดรวบรวมไว้ในบทความที่จะทำให้เว็บมีดีกว่าคู่แข่ง ลูกค้าชื่นชอบและเข้ามาอ่านบ่อยครั้ง ประโยชน์เบื้องต้นคือปรับอันดับการทำ SEO ในการค้นหาของกูเกิลขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ มีส่วนให้ตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น

3.คีย์เวิร์ดตรงใจลูกค้า – บทความที่คัดสรรมาลงในเว็บไซต์ต้องเขียนดี มีคุณภาพ คำว่าคุณภาพในแง่ของการทำ SEO ไม่ได้มีเพียงสำนวนอ่านเข้าใจง่าย ภาษาสละสลวย เนื้อหากระชับ รายละเอียดชัดเจน เน้นข้อมูลความจริงและน่าเชื่อถือเท่านั้น ยังต้องเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้นหาในเว็บไซต์ เคล็ดลับการเลือกคีย์เวิร์ดที่ดีจะต้องเลือกคำที่เฉพาะเจาะจง ไม่ยาวเกินไป สอดคล้องกับสินค้าและบริการ ดูจากความต้องการของลูกค้าเป้าหมายเพื่อช่วยให้กระตุ้นให้เกิดความอยากซื้อสินค้ามากขึ้นและปิดการขายเร็วขึ้น

4.ใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆ – เว็บไซต์เป็นแหล่งข้อมูลหลักในการเผยแพร่สินค้าและบริการอย่างครอบคลุม ขณะเดียวกันควรใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียลมีเดียที่มีอยู่หลายช่องทาง โดยเฉพาะเฟซบุ๊กในการโปรโมทสินค้าและประเมินเสียงตอบรับจากผู้บริโภค รวมถึงไลน์ที่เป็นแหล่งอัพเดทสินค้าใหม่ให้เข้าถึงลูกค้าโดยตรง นอกจากนี้ยังมีช่องทางนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสินค้าผ่าน Youtube, Twitter และ Instragram ปลุกความสนใจให้อยากทดลองใช้ด้วยตนเองบ้าง อยากเป็นเจ้าของบ้าง

SEO Online

การใช้สื่อหลายช่องทางต่อยอดกันนำเสนอด้านที่และประโยชน์ของผลิตภัฑณ์ทำให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจและคล้อยตาม สามารถกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อได้สำเร็จได้ ถือว่าเป็นหัวใจของงานขาย ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่จะแชร์ถึงความคุ้มค่าที่ได้รับผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ยิ่งทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของผลการค้นหาผ่านกูเกิล

แนะนำเครื่องมือ SEO ที่นักทำอันดับทุกคนควรใช้

ในเกมส์การเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์เพื่อมีอันดับใน Search Engine จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ ความแตกต่างระหว่างพวกเขาคือการจัดอันดับนั่นเอง การวางแผนกลยุทธ์มีความสำคัญในการทำอันดับเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการวางแผนเอาไว้ย่อมเสียเปรียบคู่แข่ง ผู้ประกอบการบางรายเลือกที่จะปรึกษาบริษัทด้านการตลาดดิจิตอลสำหรับกลยุทธ์ SEO อย่างไรก็ตามหากคุณยังไม่อยากจ้างหรือต้องการจะเรียนรู้ทำด้วยตัวเอง ก็มีเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับ SEO ที่บางอย่างก็ฟรี อย่างไรก็ตามเครื่องมือบางอย่างก็ต้องมีการลงทุนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

TOP 5 Tools SEO

Searchmetrics : ใช้สำหรับการวิเคราะห์ SEO เรื่องของ Backlink และโซเชียลมีเดีย พวกเขามีชุดของข้อมูลที่รวบรวมไว้ที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกและแนวโน้ม SEO อื่น ๆ นอกจากนี้ยังจัดให้มีการจัดอันดับรายสัปดาห์สำหรับคำหลัก (Keyword ) ซึ่งเหมาะสำหรับเว็บไซต์ของคุณ และแสดงแนวโน้มของผลการค้นหาในอนาคตด้วย

Google Webmaster Tools : เป็นชุดเครื่องมือฟรีที่ช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ นอกจากนี้ยังอธิบายสาระสำคัญของการค้นหาของ Google และช่วยให้คุณเข้าใจถึงวิธีที่ Google เห็นไซต์ของคุณ ข้อมูลที่คุณรวบรวมจากคุณลักษณะนี้จะช่วยให้คุณปรับแต่งหน้าเว็บเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

SEMrush : เป็นเครื่องมือสำหรับการวิจัยคำหลัก มีชุดเครื่องมือจำนวนมากที่จำเป็นสำหรับ SEO SEMrush ยังช่วยให้คุณค้นคว้าคำหลักที่เหมาะสมและสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของคู่แข่งของคุณและวิเคราะห์ Backlink จากเว็บไซต์อื่นๆ

UpCity SEO Report Card : Tools นี้ช่วยให้คุณวิเคราะห์ว่าเว็บไซต์ของคุณมีอันดับเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างไร UpCity SEO Report Card จะช่วยให้คุณได้รับการประเมินอันดับการสร้างลิงก์ การวิเคราะห์บทความในเว็บไซต์ (มี Keyword ที่ต้องการในเว็บไซต์ของคุณได้ดีเพียงใด) การเข้าถึงเว็บไซต์ (เวลาในการโหลดหน้าเวบและความง่ายในการเข้าถึงโปรแกรมรวบรวมข้อมูล) , เมตริกความน่าเชื่อถือและการจัดทำดัชนีปัจจุบัน (จำนวนหน้าในหน้าเว็บที่ได้รับการจัดทำดัชนีแล้ว)

robots Search Engine

Seobility : แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ดี เป็นเครื่องมือที่มีคุณสมบัติต่างๆเช่น การตรวจสอบเรื่องของ SEO (ตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณและให้คำแนะนำสำหรับ SEO ที่ดีกว่า), การตรวจสอบคำหลัก (แสดงว่าหน้าเว็บของคุณเหมาะสำหรับคำหลักที่ต้องการใช้หรือไม่) เปรียบเทียบ (เปรียบเทียบหน้าเว็บของคุณกับหน้าเวบอื่นๆสำหรับคำหลักเดียวกัน) และ ตรวจสอบอันดับของหน้าเว็บของคุณสำหรับคำหลักที่ใช้ Seobility มีการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์อัตโนมัติซึ่งจะตรวจสอบเว็บไซต์และติดตาม Backlink ทั้งหมดและตรวจหาข้อผิดพลาดในเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์

ทั้ง 5 อย่างนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า SEO TOOL หรือเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ซึ่งจริงๆแล้วมีอยู่อีกมากมายทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความพร้อมด้านงบประมาณมากแค่ไหนโดยเฉพาะหากต้องการใช้เครื่องมือที่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่พิเศษและให้ข้อมูลได้หลากหลายก็จำเป็นจะต้องลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย

เช็คอันดับเว็บไซต์ที่แท้จริง โดยใช้โหมดไม่ระบุตัวตน

จริง ๆ แล้วการทำ SEO ในแต่ละครั้ง จำเป็นจะต้องมีการวัดผล เพื่อที่เราจะสามารถรับรู้ได้ว่า การทำ SEO ในเบื้องต้นของเรานั้นส่งผลต่อเว็บไซต์ของเราอย่างไร มีความคืบหน้าบ้างหรือไม่ และในขณะนี้เว็บไซต์ของเรากับทาง google เองมีสถานะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว และด้วยเหตุนี้การเช็คอันดับเว็บไซต์ จึงเข้ามีมาบทบาทสำคัญสำหรับผู้จัดทำเว็บไซต์เอง หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดทำ SEO ก็ตาม อีกทั้งการเช็คอันดับจะส่งผลทำให้เกิดการวางแผนในขั้นตอนต่อไป ว่าเราจะจัดทำ SEO มากขึ้นอย่างไรเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งวิธีในการเช็คอันดับให้กับเว็บไซต์ของเรานั้นประกอบไปด้วย 4 วิธีด้วยกัน แต่สำหรับในวันนี้เราจะ อธิบายเกี่ยวกับการเช็คอันดับเว็บไซต์ที่แท้จริง โดยใช้โหมดไม่ระบุตัวบุคคลกับทาง google chrome

วิธีเช็คโหมดไม่ระบุตัวตนกับ google chrome

เริ่มต้นให้ผู้เช็คอันดับ ทำการเปิด google chrome หลังจากนั้นให้กด Ctrl + Shift + N
ทาง google chrome จะมีการปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมา และจะมีรูปนักสืบที่ใส่หมวกและใส่แว่นดำปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอให้เราได้เห็นเช่นกัน
ให้พยายามพิมพ์คำค้นหาตามปกติ โดยอันดับของเว็บไซต์ที่โผล่ขึ้นมาให้เราได้เห็นจากการค้นหาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นอันดับที่ใกล้เคียงกับความจริงอย่างมากที่สุด แต่สำหรับวิธีการเช็คอันดับในวิธีนี้ จะสามารถใช้ได้กับเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ด และได้ติดอันดับประมาณ 1 – 20 แล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นเว็บไซต์ใหม่จะไม่สามารถเช็คอันดับด้วยวิธีนี้ได้

ประโยชน์อื่น ๆ ที่คุณจะได้รับ

ในส่วนของการเลือกใช้ google chrome เพื่อตรวจดูเว็บไซต์ของคุณ โดยเฉพาะภายใต้โหมดที่ไม่ระบุตัวตนด้วยแล้ว จะยิ่งส่งผลทำให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย ซึ่งเมื่อได้อยู่ภายใต้โหมดนี้แล้ว Chrome จะสามารถแสดงคุณสมบัติ 3 อย่าง ดังนี้

มีการนำประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ พร้อมทั้งการดาวน์โหลดทั้งหมดออกไป
มีการเคลียร์คุกกี้ พร้อมทั้งแคชต่าง ๆ ออกทั้งหมด
ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลพร้อมทั้งการกระทำต่าง ๆ จากการที่เราได้เข้ามาตรวจดูเว็บไซต์ของเรา

จะเห็นได้ว่าการตรวจเช็คอันดับเว็บไซต์ผ่าน google chrome โดยใช้โหมดที่ไม่ระบุตัวตนนั้น ยังคงมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ให้เราได้สัมผัส โดยที่การเช็คอันดับของเราในครั้งนี้ ยังคงทำให้เราได้รับรู้อีกว่า จริง ๆ แล้วเว็บไซต์ของเราติดอยู่ที่อันดับเท่าไหร่กันแน่ ส่งผลทำให้เราสามารถวางแผนในการทำ SEO ในขั้นตอนต่อ ๆ ไปได้อย่างสมบูรณ์

เจาะลึกเรื่อง SERP ของ google ที่ผู้จัดทำเว็บไซต์ทุกคนต้องรู้

หลายคนที่พยายามจัดทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของตนเอง แต่แล้วก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จได้นั้น ควรที่จะหันมาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ SERP ให้มากยิ่งขึ้น อย่างน้อยคุณก็ต้องรู้ว่า SERP คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับผู้จัดทำเว็บไซต์ทุกคน ซึ่งผู้จัดทำเว็บไซต์และผู้จัดทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ จำเป็นจะต้องศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของ SERP ให้ได้มากที่สุด เนื่องจาก SERP ของ google มักจะมีการทำงานและมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ อันนำมาสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างเนื่องจากเว็บไซต์และเว็บกลับมีคุณภาพที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ผู้จัดทำเว็บไซต์ทุกคนสามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราว SERP ของ google ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้นอย่างแน่นอน

ขั้นตอนและกระบวนการทำงาน SERP ของ google

1.Google bot นับได้ว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของทางกูเกิลโดยตรง เพื่อที่จะออกไปเก็บข้อมูลของทางเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่กำลังโลดแล่นและโชว์ผลงานอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต และสำหรับข้อมูลของเว็บไซต์ที่จะถูกบันทึกก็อย่างเช่น ชื่อโดเมน , ชื่อบทความ , ชื่อเว็บเพจ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นข้อมูลของเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์โดยตรง

2.Google bot ได้ทำการนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มานั้น เก็บเอาไว้เพื่อให้กลายเป็นฐานข้อมูลของกูเกิลโดยตรง ซึ่งการที่กูเกิลบูทจะสามารถออกไปเก็บข้อมูลของทุกเว็บไซต์ได้ จะต้องมีลิงค์ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างกูเกิลกับเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ต่อให้เว็บไซต์ของคุณดีแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่ม่ลิงค์แล้วละก็ กูเกิลก็ยังคงไม่สามารถเข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณได้อยู่ดี

3.ผู้ใช้กูเกิลได้ทำการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งเป็นการค้นหาคำต่าง ๆ ผ่านกูเกิลโดยตรง และทางกูเกิลจะคอยทำหน้าที่ในการค้นหาผ่านฐานข้อมูลอีกที ว่ามีเว็บไซต์ไหนบ้างที่มีความเกี่ยวข้องกับคำที่ถูกค้นหาล่าสุดนั่นเอง

4.กูเกิลคอยทำหน้าที่ในการจัดอันดับให้กับเว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ เมื่อมีเว็บไซต์ที่ดีและมีคุณภาพให้สามารถสัมผัสได้ เมื่อนั้นกูเกิลจะทำการจัดอันดับให้กับเว็บไซต์คุณภาพ ซึ่งเรียงลำดับการแสดงผลได้อย่างแน่ชัดผ่านทางหน้าแรกของกูเกิลและหน้าต่อ ๆ ไปนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ก็คือกระบวนการขั้นตอนการทำงานของ SERP ของทาง google ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจอยากจะทำ SEO หรือทำแล้วอันดับไม่ได้ขึ้นตามที่คาดหวัง คุณควรที่จะหันมาศึกษาเรื่องราวของ SERP ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกับการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณให้มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น และเมื่อคุณได้เรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกูเกิลมากยิ่งขึ้น คุณจะสามารถพัฒนาและจัดทำเว็บไซต์ที่สามารถโดนใจกูเกิลได้ในที่สุด อันเป็นผลที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน

โลกสวยหลีกไป Blog นี้สำหรับดราม่าเท่านั้น