วิธีทำ SEO ดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้ยอดขายทะลุเป้า

การออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจและสร้างคอนเทนต์น่าอ่านเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น วิธีการทำ SEO กลายเป็นส่วนสำคัญทำให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาอุดหนุนสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ลองทำตามเคล็ดลับ 4 ข้อต่อไปนี้ช่วยสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นภายใน 90 วัน

1.คอนเทนต์คือหัวใจสำคัญ

ไม่ว่าคุณจะเริ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือสร้างแบรนด์ใหญ่ การเขียนบทความแนวบล็อกในเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญ ความแตกต่างของสองสิ่งคือเว็บไซต์เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีโปรไฟล์ของธุรกิจที่ใช้ภาษาเป็นทางการ ส่วนเว็บบล็อกเขียนบทความแบบเป็นกันเอง เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือกิจกรรมของบริษัท ซึ่งจะต้องสร้างเนื้อหาอย่างต่อเนื่องเพื่ออัปเดตความเคลื่อนไหวให้ผู้ชมเข้ามาติดตามสม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อ การทำ SEO ให้แบรนด์สินค้าอยู่ในสายตาผู้ชมและผลักดันเว็บไซต์ขึ้นแท่นอันดับต้น ๆ ของ Google อย่างมีประสิทธิภาพ เทคนิคการสร้างคอนเทนต์จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เขียนพาดหัวน่าสนใจ เนื้อหาบทความน่าอ่าน ใช้รูปภาพ กราฟิก และวิดีโอดึงดูดความสนใจและอธิบายให้เข้าใจง่ายในเวลาอันสั้น

2.เชิญบล็อกเกอร์คนดัง

นอกจากเขียนบล็อกเผยแพร่บทความออกไปแล้ว ยังสามารถเชิญบล็อกเกอร์ที่มีผู้ชมติดตามในเว็บไซต์อื่นมาร่วมเขียนคอนเทนต์ได้ด้วย อันดับแรกจะต้องกำหนดกติกาบางอย่าง เช่น เชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการซึ่งจะมีประโยชน์กับระบบ SEO ที่จะพิจารณาอันดับในเครื่องมือค้นหา ข้อสำคัญคือตรวจสอบให้แน่ใจว่าบล็อกเกอร์นั้นไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกยื้อแย่งไป เลือกบล็อกเกอร์ที่เขียนเนื้อหาดีมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม และกระตุ้นความสนใจให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณ นอกจากนั้นบล็อกเกอร์ควรใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองช่วยแชร์โพสต์ให้มีผู้ติดตามกลับมายังเว็บไซต์ของคุณด้วย

3.ใช้โซเชียลมีเดีย

ถ้าทำเว็บไซต์คุณภาพดีแต่ไม่มีคนเข้าค้นหาสินค้าหรือบริการก็ไม่มีความหมาย เครือข่ายโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, Line, Snapchat, Pinterest และ YouTube ช่องทางเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางโปรโมทเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อเข้าถึงลูกค้าง่ายและรวดเร็วราวกับติดจรวด เนื่องจากผู้ติดตามโซเชียลจะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ด้วย ควรเรียนรู้วิธีการเขียนคอนเทนต์ในเฟซบุ๊ก เว็บบล็อก และเว็บไซต์ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมทุกช่องทาง เลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ถูกจังหวะ รู้ว่าโพสต์เวลาใดที่มีคนเห็นมากที่สุด เพื่อเป็นช่องทางส่งเสริมการทำ SEO ให้เว็บไซต์เป็นที่สนใจมากขึ้น

4.ซื้อโฆษณา

หากคุณมีงบประมาณพอสมควร การลงทุนซื้อโฆษณาของ Google หรือโฆษณา Facebook เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อใช้เป็นทางลัดเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือกและเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ โดยเลือกโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกที่จ่ายเฉพาะเวลามีผู้คลิกเข้าเว็บไซต์เท่านั้น เป็นวิธีเจาะเข้าถึงลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการโดยตรง ควรจัดทำจดหมายข่าว โฆษณาออนไลน์และโซเชียลมีเดีย รวมหลายกลยุทธ์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าให้กลับมาหาข้อมูลในเว็บไซต์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าชมเว็บไซต์ และอุดหนุนสินค้าต่อเนื่องให้ยอดขายทะลุเป้า

เคล็ดลับ 4 ข้อต่อไปนี้ช่วยสร้างความประทับใจ

หาความรู้กับ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

การทำธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องใส่ใจเทคนิคที่ช่วยในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับแบรนด์สินค้ายี่ห้ออื่นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่มีความนิยมมาก และช่วยให้บรรลุผลสำเร็จที่วางไว้ได้ดีขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมเรื่องที่น่าสนใจและแยกความแตกต่างของ SEO กับ SEM เพื่อให้ทุกท่านเลือกใช้กับธุรกิจออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นการตลาดออนไลน์แบบที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อพื้นที่โฆษณา เพราะเน้นที่การพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ ที่ระบบ algorithm ของ search engine เช่น Yahoo, Bing, Google จะวิเคราะห์ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงทำให้มีผลการจัดอันดับการสืบค้นอยู่ในอันดับต้น ๆ เช่น Top5 Top10 ของ keyword หนึ่ง ๆ

เนื่องจากระบบการ AI มีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและจะมีการวิเคราะห์ตามการอัพเดตเนื้อหาหรือ content SEO รวมถึงค่าทางเทคนิค เช่น จำนวนผู้เข้าชม ระยะเวลาในการใช้เวลาอยู่หน้าจอ อัตราการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ จึงทำให้ต้องพัฒนาเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนับว่าเป็นจุดดีที่ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ สามารถแข่งขันกับเจ้าเก่าในตลาดได้

นอกจากนี้ การทำ SEO ยังครอบคลุมถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย ทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเข้ากับไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบันด้วย การที่ต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลต่าง ๆ จึงทำให้ การทำ SEO เห็นผลได้ดีหลังพัฒนาเว็บไซต์ต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป

การทำ SEM หรือ Search Engine Marketing

ส่วนการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการตลาดแบบมีค่าใช้จ่าย คือ การซื้อพื้นที่โฆษณาด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น เพื่อให้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลาที่มีการค้นหาโดยใช้ Keyword นั้น ทั้งนี้ จะต้องมีการประมูลเพื่อชิงพื้นที่ในการโฆษณากับคู่แข่งทางการค้าที่ใช้ keyword เดียวกันอีกหลายแบรนด์ และเมื่อได้พื้นที่โฆษณาแล้ว จะต้องทำการชำระค่าใช้จ่ายแก่ Bing และ Google ตามจำนวนครั้งในการคลิก หรือที่เรียกว่า PPC (PAY PER CLICK) การทำ SEM จึงเป็นสิ่งที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มปริมาณของลูกค้าและยอดการขายได้ในเวลาอันสั้น

การทำการตลาดด้วยวิธี SEO และ SEM ต่างเป็นสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์นิยม โดยสามารถนำมาผสมผสานร่วมกัน เพื่อกระตุ้นยอดขายให้แก่เว็บไซต์ได้ เช่น ทำ SEO ให้เว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำ SEM เป็นระยะเมื่อต้องการโปรโมทสินค้าใหม่ จะทำให้กระตุ้นยอดการสั่งซื้อและสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ ได้ตลอดทั้งปี

จะเห็นได้ว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ นักธุรกิจยุคใหม่ ต้องศึกษาการทำ SEO และ SEM ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้วางแผนธุรกิจอย่างมีทิศทาง

เทคนิคการเขียนบทความ SEO เพื่อดัน Content ให้เป็นอันดับ 1

ไม่ว่าใครที่กำลังสร้าง Content ดีๆ ก็ต้องอยากให้คนได้อ่านสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าทุก Content จะมีคนอ่านเยอะเสมอไป หรือบาง Content อาจไม่มีคนอ่านเลยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า มีคน Search เจอสิ่งที่ต้องการนำเสนอหรือไม่ ซึ่งการการทำ SEO ก็เพื่อนำพาคนที่สนใจในสิ่งนั้น Search เจอและได้อ่านบทความที่เราต้องการนำเสนอนั่นเอง

Concept ของ SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการสร้างบทความให้มี Keyword เพื่อการค้นหาได้ง่าย โดยจะเป็นการนำเอา Keyword ที่มีการจัดอันดับว่ามีการค้นหามากที่สุดจาก Search Engine ชื่อดังอย่าง GOOGLE และนำเอาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นมาลงในบทความที่ต้องการนำเสนอ ทำให้การ Search หาเจอทำได้โดยง่าย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

กำหนด Keyword คือเราต้องทราบก่อนว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับอะไร และ Keyword ที่มีการค้นหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ คืออะไร เราจึงค่อยนำ Keyword นั้นมาเป็นหลักในการเขียนบทความ

มีเนื้อหาที่น่าสนใจ เหมือนเราดูหนัง หากหนังเรื่องนั้นไม่สนุกก็ไม่อยากดู Content ก็เช่นกัน หากหัวข้อและเนื้อหาไม่เป็นที่น่าสนใจ ผู้อ่านก็จะหยุดเสียกลางคัน ทางที่ดีควรนำเสนอ Content แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เนื้อหาจะต้องมองในมุมของผู้อ่านเป็นสำคัญ ว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่

ควรมี Keyword กระจายทั่วบทความ การกระจาย Keyword ให้ทั่วบทความถือว่าสำคัญมากในการทำ SEO โดยเฉพาะตรงส่วน Title และ Description เพราะจะทำให้การค้นหาง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย ไม่ควรใส่ Keyword เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกติดขัดได้

จำนวนคำไม่ควรน้อยหรือมากไป ใน Content ที่ดีจะนำเสนอไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมี 300 ถึง 1000 คำ ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการนำเสนอ เช่น บทความเกี่ยวกับเด็ก ก็ต้องสนุกสนานและไม่ยาวจนเกินไป แค่ 300 คำก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นบทความเกี่ยวกับวิชาการ เน้นความน่าเชื่อถือ ก็ควรมีประมาณ 1000 คำ เพื่อเนื้อหาที่ครอบคลุม สร้างความน่าเชื่อถือได้นั่นเอง

รูปและวีดีโอก็มีความสำคัญ บทความที่ไม่มีรูป ก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผัก คือไม่มีสีสันเลย ทำให้ไม่ดึงดูดใจผู้อ่าน นอกจากนี้การใส่รูปและวิดีโอยังทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเนื้อหาที่เรานำเสนอมากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

Black link ก็คือ link ของบทความเราที่ไปอยู่ในเว็บไซต์อื่น โดยผู้อ่านจากเว็บไซต์อื่นสามารถกดที่ link นี้และก็จะถูกพามาที่บทความของเรานั่นเอง ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดอันดับของ GOOGLE ด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

หากเราสามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ทำบทความ SEO อย่างถูกวิธีแล้ว เชื่อว่าบทความนั้นจะต้องเป็นบทความคุณภาพ และได้รับการพิจารณาจาก GOOGLE ให้ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ อย่างแน่นอน ซึ่งการขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ นั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา สร้างยอดขายสินค้าหรือบริการต่างๆได้มากขึ้น และยังเพิ่มยอดไลค์ ยอดแชร์ อันเป็นการขยายฐานลูกค้าได้ในอนาคตอีกด้วย

การจัดอันดับเว็บไซต์ SEO ใน Google Yahoo ดูจากอะไรบ้าง

ในปัจจุบันการทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมาก Google และ Yahoo ซึ่งเป็น Search Engine อันดับต้น ๆ ของโลก จึงจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับของเว็บไซต์ SEO เว็บไซต์ใดที่ทำได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้มีโอกาสในการแสดงตาม Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายสืบค้นเป็นอันดับแรก ๆ ทำให้มียอดขายที่ดีขึ้นได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่ Google และ Yahoo ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์มาฝากกัน ดังนี้

1.  การทำให้เว็บไซต์ใช้งานได้ดีบนมือถือ ถ้าเว็บไซต์ใช้งานได้เฉพาะคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเพียงอย่างเดียวจะเสียโอกาสในการขาย เพราะคนส่วนใหญ่ใช้มือถือในการหาข้อมูลมากขึ้น การทำให้เว็บไซต์ใช้งานได้ทั้งแบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและมือถือจึงทำให้ยอดขายและผลการจัดอันดับดีขึ้นด้วย

2. เรื่องของคุณภาพของบทความหรือ Content ในเว็บไซต์ที่จะต้องมีเนื้อหาสาระที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน มีความทันสมัยและไม่มีการคัดลอกบทความมาจากที่อื่น ถ้ามีการใช้คำซ้ำหรือมีการใช้เนื้อหาคัดลอกมากเกินไป ระบบ AI ของ Search Engine จะตรวจจับและวิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ ทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลง

3. ระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่ในหน้าจอของเว็บไซต์ เป็นสิ่งสำคัญที่บอกถึงความสามารถในการทำเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ รวมถึงรูปภาพและคลิปต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมาย ถ้าทำให้ผู้อ่านอยู่ในหน้าเว็บไซต์ได้นานยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ได้คะแนนการจัดอันดับที่ดีมากขึ้นตามมาคู่กับยอดขายสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นด้วย

4. จำนวนของผู้เข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ ใน Search Engine จะมีระบบในการเก็บสถิติข้อมูลแบบละเอียด หากมีจำนวนคนเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์มากขึ้นหรือเรียกว่ามี Traffic มาก ก็จะทำให้มีการจัดให้อยู่ในอันดับที่ดีกว่า ซึ่งการที่จะทำให้มีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ได้มากขึ้น ต้องมาจากการทำเนื้อหาที่น่าสนใจด้วยการทำลิงก์เชื่อมโยงที่มีคุณภาพหรือ Back Link ไปยังเว็บไซต์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่จำนวนมากขึ้นและเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ในปัจจุบันจำเป็นต้องศึกษาหลักเกณฑ์ที่ Google และ yahoo กำหนด เพื่อให้การทำ SEO ได้ผลที่ดี ทั้งในด้านการจัดอันดับในหน้าต่างการสืบค้น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์และยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ

ซึ่งนักธุรกิจขายของออนไลน์สามารถศึกษาวิธีทำ SEO ได้ด้วยตัวเองและการจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ เพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ในเวลารวดเร็วและเพิ่มจำนวนของลูกค้าและยอดขายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การจัดอันดับเว็บไซต์ SEO ใน GOOGLE YAHOO ดูจากอะไร

ชวนทำความรู้จักกับ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์

SEO เป็นวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านการทำบทความและสื่อประกอบที่มีคุณภาพ ทำให้เมื่อประมวลผลด้วยระบบ algorithm ของ search engine เช่น yahoo และ Google แล้ว จะมีอันดับในการสืบค้นที่สูงและทำให้มียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น

การทำ SEO ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ search engine อย่างการโฆษณาทั่วไป จึงเหมาะกับการทำเว็บไซต์ธุรกิจทุกประเภท โดยการทำ SEO หรือ search engine optimization นั้นประกอบไปด้วย 6 ปัจจัยที่ต้องพิจารณา คือ

1. คุณภาพของบทความ

บทความหรือ Content ที่มีคุณภาพต้องมีการใส่ keyword ที่เหมาะสม คือ ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าใช้สืบค้นหาสินค้าและบริการ ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือของ Google search ในการวิเคราะห์ keyword ได้

ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะนำ keyword ที่หามานี้ใช้ในการตั้งชื่อบทความ รูปภาพประกอบ ลิงค์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสืบค้นได้ดีขึ้น

2. สนใจ User signal

User signal เป็นผลจากการเข้าชมเว็บไซต์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ทำเว็บไซต์ SEO สามารถศึกษาได้จาก google analytics คือ จะมีการเก็บข้อมูลโดย google จากผู้ใช้บริการเว็บไซต์ว่ามีอัตราการคลิกเท่าใด ระยะเวลาที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้อ่านบทความ หรือดูมัลติมีเดียบนหน้าเว็บไซต์นานเท่าใด ทำให้สามารถนำไปปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ได้ได้อย่างทันท่วงที

3. พัฒนาองค์ประกอบทางด้านของเทคนิค

เทคนิคไอที อย่างเช่น ภาษาในการเขียนเว็บไซต์ เช่น ภาษา html หากเจ้าของเว็บไซต์ไม่ชำนาญ ก็ควรจะจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการพัฒนาเว็บไซต์ รวมถึงการออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ที่จะทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายและสวยงาม เพื่อทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

4. User experience

ในเว็บไซต์ควรจะทำให้ลูกค้าใช้งานง่าย เช่น สามารถที่จะขยายภาพได้ ข้อความมีการวางให้อ่านง่าย มีช่องว่างเพื่อให้เนื้อหาไม่แน่นเกินไป มีการแบ่งหัวข้อต่าง ๆ ของสินค้าและบริการที่ชัดเจน การทำสิ่งเหล่านี้สำคัญเพราะจะทำให้ลูกค้าประทับใจและมีโอกาสกลับมาใช้งานได้ซ้ำอีก

5. สื่อโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ที่ดึงดูดใจควรมีภาพเคลื่อนไหวประกอบหรือใช้ภาพในโทนสีที่สะดุดตา รวมถึงตัวอักษรที่อ่านง่าย เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาในเว็บไซต์และเป็นการเพิ่มเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้ดียิ่งขึ้น

6. การทำ Back Link

เป็นการเชื่อมโยงเว็บไซต์จากภายนอกเข้ามา เป็นสำคัญมากเพราะทำให้เพิ่มจำนวนลูกค้าจากการติดตามมาจากภายนอก อาจจะเกิดจากการตอบคำถามและแปะลิ้งค์เอาไว้ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีผู้สนใจแล้วทำให้มีผู้คลิกหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณก็ได้

จะเห็นได้ว่าเทคนิคการทำ SEO สำคัญต่อเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าในการใช้บริการ

ชวนทำความรู้จักกับ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์

สิ่งดีๆ ที่จะได้จากการทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เป็นสิ่งที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้สามารถเข้า ถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นจำนวนมากทั่วโลก จึงทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายสินค้าทั้งที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านให้วุ่นวายอย่างแต่ก่อน การทำเว็บไซต์ SEO จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมีข้อดีที่ชัดเจนดังต่อไปนี้

แสดงภาพลักษณ์ที่ทันสมัยของเว็บไซต์ SEO

การทำ SEO เป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ทั้งในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการสร้างบทความ หรือ content การผลิตสื่อที่สนับสนุนการขาย รวมทั้งการเชื่อมโยงลิงค์ภายนอก หรือที่เรียกกันว่า backlink เป็นการดึงดูดลูกค้าจากการอ่านบทความที่ทีมงานไปโพสต์ไว้ในกระทู้ถามตอบต่าง ๆ หรือบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ ให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำในเว็บไซต์ SEO

สิ่งดีๆ ที่จะได้จากการทำเว็บไซต์

ดังนั้นการทำ SEO จึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการยิ่งขึ้น

เพิ่มโอกาสขายสินค้าในเว็บไซต์ SEO

การปรับปรุงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอให้สอดคล้องกับระบบ SEO ที่ search engine มีการวิเคราะห์ด้วย algorithm ที่ออกแบบมาเฉพาะตัว จะทำให้มีโอกาสถูกนำเสนอเชื่อว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะมียอดผู้เข้าชมและเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ SEO มากกว่าเว็บไซต์แบบทั่วไป

ดังที่มีการศึกษาว่า หากเว็บไซต์แบรนด์ใดขึ้นสู่อันดับที่หนึ่งในผลการสืบค้น (เช่น นักท่องเที่ยวที่พิมพ์คีย์เวิร์ดหาโรงแรมที่พักในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ) หากขึ้นสถานที่ใดเป็นอันดับแรกจะมีโอกาสได้รับการจอง(ห้องพัก) มากกว่า สถานที่อันดับสองเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ SEO ที่ตรงใจง่ายขึ้น

การมีระบบ SEO จะเป็นการคัดกรองให้นำเสนอแต่ชื่อเว็บไซต์ที่มีการใช้คีย์เวิร์ดตรงตามลูกค้าเป้าหมาย เช่น ลูกค้าที่ต้องการซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ หากร้านค้าใช้คีย์เวิร์ดว่า “ของขวัญ” “วาเลนไทน์”ในบทความ ภาพประกอบ และ URL address ก็จะมีโอกาสเจอกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยง่าย ทำให้ไม่เสียเวลาการสืบค้นของผู้ใช้บริการ search engine นาน ได้สินค้าที่ถูกใจในเวลาอันรวดเร็ว จึงเป็นผลลัพธ์ที่ดีให้ประโยชน์แบบ win-win ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

เกิดการประชาสัมพันธ์แบรนด์เว็บไซต์ SEO ที่รวดเร็ว

การมีชื่อเว็บไซต์ SEO ปรากฏในลำดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นย่อมเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มการที่ลูกค้ามองเห็นชื่อแบรนด์ หรือผ่านตาบ่อย ๆ จะเกิดความจดจำได้ ทำให้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและบริการในครั้งต่อ ๆ ไปที่กลุ่มเป้าหมายพิมพ์สืบค้นได้มากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ได้รับประโยชน์ดี ๆ หลายด้านที่เรียกว่ามีความคุ้มค่าในการเปลี่ยนแปลง ทั้งยอดรายได้ จำนวนผู้ติดตามและการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์

ธุรกิจออนไลน์ ปี 2019 ต้องทำ SEO เพื่อครองใจลูกค้า

เรียกได้ว่าการทำธุรกิจขายสินค้าและบริการออนไลน์ใน ปี 2019 เป็นช่วงเวลาแห่งการแข่งขันและช่วงชิงจังหวะสำหรับการครองอันดับในการค้นหาและจับจองพื้นที่ในใจผู้บริโภค ซึ่งการจะให้ได้อยู่ในจุดนั้น จำเป็นต้องอาศัยหลักการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์สามารถถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ เสมอ

การทำเว็บไซต์ SEO ในวงการธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน และการบริการ เช่น การจัดทัวร์ท่องเที่ยว บริการจัดหาที่พักออนไลน์ (รวมถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยม สำหรับการเปรียบเทียบราคาสินค้าต่าง ๆ) หากไม่มีการปรับปรุง 5 ส่วนต่อไปนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมายได้

ธุรกิจออนไลน์ ปี 2019 ต้องทำ SEO

โดยทั้ง 5 ส่วนองค์ประกอบที่เราหมายถึง คือ

1. ส่วน content เนื้อหา ต้องมีประเด็น ไม่ยาวจนจับสาระไม่ได้ โดยควรอิงจากคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพและผ่านการวิจัยตลาดมาแล้วว่าตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ ทั้งยังต้องมีความแปลกใหม่ในบทความเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าไม่เสียเวลาเปล่ากับการคลิกเข้ามาชม

2. การเลือก hosting ที่ดีเพื่อทำหน้าที่ดูแล server และช่วยเหลืองานที่เกี่ยวกับการสนับสนุนการขาย อันได้แก่ การประสานงานระหว่างเจ้าของเว็บไซต์กับผู้ดูแลระบบเครือข่าย งานจัดการข่าวสาร อีเมล์และข้อความจากลูกค้าที่ต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

เพื่อให้มี CTR หรือ click through rate สูง หรือมีคนนิยมเข้ามาชมเว็บไซต์ให้มากที่สุดเพราะมีความสัมพันธ์กับยอดขายสินค้าและการจัดอันดับเว็บไซต์จากระบบ algorithm ของ search engine เป็นอย่างมาก

3. การทำส่วนของโค้ดและภาษาคอมพิวเตอร์ที่สอดคล้องกับการใช้งานของลูกค้าที่สะดวกง่าย และสวยงาม เช่น ภาษา HTML ยิ่งหากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพียงคลิ๊กเดียวเพื่อแชร์ไปยังแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ ก็จะเป็นที่ประทับใจและทำให้สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยแก่แบรนด์ของคุณด้วย

4. การตอบสนองต่อการใช้งานรายบุคคล เช่น การทำสื่อ multimedia รุ่นใหม่ ๆ ที่สามารถตอบโต้กับผู้ชมได้ จะทำให้เป็นที่จดจำและมีความโดดเด่น ช่วยสร้างฐานลูกค้าได้ในเวลารวดเร็ว

5. ส่วนประกอบสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ คือ การทำลิ้งค์ หรือ backlink โยงเว็บไซต์ภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ SEO ของคุณ เป็นการเพิ่มยอดการเข้าชมและโอกาสในการโปรโมตสินค้าและบริการได้อย่างมากในปี 2019

ทำ SEO เพื่อครองใจลูกค้า

จะเห็นได้ว่าการทำเว็บไซต์ให้ทันสมัยและตรงตามคุณสมบัติของ SEO ที่รูปแบบการสืบค้นของเว็บไซต์ค้นหาชื่อดังอย่าง google และ yahoo กำหนดไว้ เป็นสิ่งที่ยังจำเป็นและมีอิทธิพลต่อยอดขายและภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณ หากไม่อยากตกรุ่นหรือเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไป ก็ควรทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ จะได้คงอันดับที่ดีในหน้าจอการค้นหาและในใจผู้บริโภคไปยาวนาน

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO ทำอย่างไร

ปัจจุบัน การทำธุรกิจออนไลน์เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมและเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมรายได้ของสินค้าและบริการแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งการจะทำเว็บไซต์ให้ดังติดตลาดได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคหรือกลยุทธ์ทางการตลาดหลายวิธีร่วมกัน

สำหรับใครหลายคน การทำเว็บไซต์ให้เป็นที่แพร่หลายภายในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้แล้ว และต้องการความท้าทายใหม่ ๆ จึงเกิดคำถามว่า หากอยากโปรโมตเว็บไซต์ให้ดังเปรี้ยงปร้างในต่างแดนด้วยวิธีการ SEO เช่นเดียวกับที่ทำในไทย จะเป็นไปได้ไหม ? เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO

ต้องรู้หลักการทำ SEO เสียก่อน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นิยมมากในทศวรรษนี้ เพราะทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ บนโลกออนไลน์สามารถถูกสืบค้นและเข้าถึงได้ง่าย เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า เพียงแค่คลิกเดียวผ่านเครื่องมือสำคัญ อย่าง search engine ที่โด่งดัง ได้แก่ กูเกิ้ล ยาฮู บิง ก็สามารถจับคู่ความต้องการซื้อขายสินค้าระหว่างกันได้ด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ นักพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องปรับปรุงทั้งส่วน ONPAGE และ OFFPAGE เพื่อที่จะตอบโจทย์ตามหลักเกณฑ์ของแหล่งสืบค้นที่ใช้รูปแบบอัลกอริทึ่มเฉพาะตัวในการแสดงผลสืบค้นจากผู้ชมทั่วโลกนาทีต่อนาที หากสามารถทำ SEO เว็บไซต์ได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะถูกจัดอันดับชื่อในตำแหน่งเหนือเว็บไซต์อื่น ๆ ในการสืบค้น โดยเฉพาะอันดับ 1 – 10 ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง อันทำให้มีจำนวนผู้เข้าชม ลูกค้าเก่าและใหม่ รวมถึงยอดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

อยากโปรโมทเว็บไซต์ให้โด่งดังในต่างประเทศด้วย SEO ทำอย่างไร

วิธีการทำ SEO ให้เว็บไซต์ดังในต่างประเทศ

ในการทำ SEO ที่ดีมีคุณภาพ จำเป็นต้องใส่ไอเดียและเทคนิคปรับเว็บไซต์ให้ทันสมัย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ลิงค์ LINK เพื่อการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของเรากับเว็บไซต์ภายนอก จุดนี้มีความสำคัญมาก หากต้องการให้เว็บไซต์ฮิตติดตลาดในต่างประเทศก็ต้องเลือกลิ้งค์ที่มีความเป็นสากล (GO INTER) เพื่อไม่ให้เว็บไซต์เราถูกสืบค้นเจอเพียงแค่จากลูกค้าในไทยที่ค้นผ่าน“กูเกิ้ลดอทco.th”

ในเมื่อเป้าหมายของเรา คือค้นจาก“กูเกิ้ลดอทคอม” ก็ต้องใส่เนื้อหาบทความที่เป็นภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ เยอรมัน จีน ฯลฯ ร่วมกับหา Backlink ที่มีคุณภาพ โดยการวิเคราะห์จากการมีปริมาณการใช้งานสูง หรือที่เรียกกันว่ามี Traffic สูง และมีลำดับสูงใน Google rank ซึ่งเป็นการตีค่าตัวเลขไว้ที่ต่ำสุดศูนย์และสูงสุดสิบ หากเลือก Backlink ที่ค่า Page rank สูงใกล้สิบได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความฮิตติดอันดับท็อปใน Googleดอทคอมได้มากเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาการทำ Profile link เพื่อการโปรโมตเว็บไซต์ให้คนทั่วไปได้เข้าถึง ผ่านทางการเติม URL address เวลาสมัครเข้าร่วมกลุ่มหรือสมาชิกออนไลน์ใด ๆ เช่น เว็บบอร์ดในสังคมแชทออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ , twitter , เฟสบุ๊ค เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งที่ส่งเสริมการทำ SEO ให้ฮิตในต่างแดนได้จริงในระยะยาวอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับวิธีการใช้เทคนิค SEO เพื่อการโปรโมตเว็บไซต์ให้ดังในต่างประเทศที่เราแนะนำไป หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ทุกท่านเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความเป็นสากล เพื่อเพิ่มยอดผู้ติดตามและยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมการทำ SEO จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสักที

SEO เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและด้านภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการสืบค้นด้วย search engine ต่าง ๆ ไม่ว่า กูเกิ้ล บิง หรือ ยาฮู ล้วนอิงระบบอัลกอริทึ่มที่ใช้การป้อนข้อมูลดาต้าจาก SEO ทั้งสิ้น การจะทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ เช่น อันดับ 1-10 ของการสืบค้นจึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบของ SEO ที่ครบถ้วน พร้อมกับการอัพเดตข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลาลงเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขันและช่วงชิงเก้าอี้นั่งในอันดับ top10 จากบริษัทคู่แข่งอื่น ในสายงานธุรกิจเดียวกัน

SEO หรือ search engine optimization จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการยุคใหม่ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายเป็นระดับอินเตอร์ หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผลิตภัณฑ์ ต้องเรียนรู้ ทั้งนี้ มิใช่เพื่อการสร้าง SEO เอง แต่เป็นการเข้าใจระบบ SEO อย่างถูกต้อง ก่อนการเลือกจ้างบริษัทชั้นนำที่มีประสบการณ์ด้าน SEO ด้วยบุคลากรและทีมงานสนับสนุนที่มีความชำนาญในการปรับปรุงเพจและเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีนหรือเยอรมัน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ใช้ภาษาที่สามเป็นภาษากลางในการสื่อสาร

ในส่วนของออนเพจ SEO On-Page SEO เป็นสิ่งที่จะปรากฎแก่สายตากลุ่มผู้สืบค้นหรือที่เรียกว่ากลุ่มเป้าหมายทางการค้า โดยต้องมีการใส่ SEO ในส่วนเนื้อหาบทความ หรือ Content SEO ชื่อและที่อยู่ของเพจหน้าต่าง ๆ หรือ URL address และการลิ้งค์เชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เว็บไซต์ภายนอก หรือเชื่อมโยงจากเพจภายนอกเข้าหา content ของผลิตภัณฑ์บริษัท ก็ห้ามขาด SEO เช่นกัน

การใช้คีย์เวิร์ดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมี SEO อยู่เสมอ เพราะเป็นก้าวแรกแห่งการสืบค้น หรือเป็นช่องทางแรกที่จะได้ทำให้เว็บไซต์พบเจอกับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าและบริการที่ถูกใจตรงกับคีย์เวิร์ดที่เลือกสรรลงไปมากที่สุด ดังนั้นการใส่คีย์เวิร์ดลงในเว็บไซต์แต่ละหน้าก็ไม่ควรเกิน 2-3 คำ เพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ของข้อมูล และทำให้เนื้อหาของแต่ละเพจมีความราบรื่นในการอ่าน ไม่สะดุดหรือขัดตากับการพยายามใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆ มากเกินไป การตั้งใจใส่ข้อมูลของสินค้าที่มากเกินไปจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกขัดต่อความรู้สึกและอาจเกิดความไม่ไว้วางใจได้ เพราะตามหลักจิตวิทยา การถูกยื่นข้อเสนอด้านใดมากเกินไป หรือที่เรียกว่า hard sale จะทำให้ผู้ซื้อ หรือกลุ่มลูกค้าเกิดความลังเลใจและส่งผลต่อภาพลักษณ์แง่ลบของสินค้าได้เช่นกัน การทำ SEO จึงควรเน้นความเหมาะสมของเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องเข้าคู่กัน มีความกลมกลืนกันอย่างพอดี

การทำ SEO จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรให้ความสำคัญและศึกษาด้วยตัวเอง ทั้งควรประเมินผลดีที่ได้รับเพิ่มจากประสบการณ์ทำ SEO ในเว็บไซต์ ที่นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิม จะทำให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นว่าควรทำ SEO ในรูปแบบใดที่ตอบโจทย์ที่สุด

มาเพิ่มความรู้ หาข้อเสียของการไม่ทำ SEO

ในปัจจุบัน เรามักเห็นบริษัทเอกชนรับจ้างทำ SEO กันมากขึ้น ทั้งจากสื่อโฆษณาและการบอกต่อของเพื่อน ๆ นักธุรกิจที่นิยมขายสินค้าและให้บริการต่าง ๆ ทางสื่อออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งสำหรับเพื่อน ๆ มือใหม่ในวงการธุรกิจออนไลน์ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่า หากไม่ทำ SEO แล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร?

เราจึงได้รวบรวม 5 ข้อเสีย ของการไม่ทำ SEO มาฝากกันไว้ที่นี่

1. หาเว็บไซต์ไม่เจอ

ข้อนี้เป็นปัญหาสำคัญของการไม่ทำการตลาด SEO ตามเทรนด์ปัจจุบัน เนื่องจากถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดหรือลูกค้าเก่าที่มีนามบัตรหรือเคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจคุณอยู่ก่อนแล้ว ก็จะไม่มีทางทราบเลยว่า ยังมีบริษัทของคุณพร้อมขายสินค้า-ให้บริการอยู่

2. แทบไม่มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่

เพราะการค้นหาไม่เจอในข้อ 1. จะทำให้แทบไม่มีโอกาส “เปิดหน้าร้าน” ให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักเพิ่ม ทำให้คุณรักษาไว้ได้เฉพาะลูกค้าเก่า ทั้งนี้ลูกค้าเดิมที่มีอยู่ก็อาจ “ปันใจ” ไปให้บริษัทอื่นได้ หากมีการโฆษณา ภาพลักษณ์ คุณภาพของสินค้าหรือ การบริการที่น่าประทับใจกว่า

3. เสียลูกค้าไปให้เจ้าอื่น

การเสียโอกาสทางการตลาดหรือทางธุรกิจเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมาจากการที่ลูกค้าไม่ทราบว่ามีบริษัทคุณให้เลือกใช้สินค้าและบริการได้ สมมติว่าลูกค้าอยากได้ร้านจัดดอกไม้ไปเซอร์ไพร์สแฟน หาก search ในกูเกิ้ล แล้วพบแต่ร้าน A B C … การไม่ทำ SEO จะทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ลูกค้าจะไล่หาลำดับในหน้าเพจหลัง ๆ จน เจอร้าน Z ของคุณ

มาเพิ่มความรู้ หาข้อเสียของการไม่ทำ SEO

4. ดูไม่น่าเชื่อถือ

การทำ SEO ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่า เว็บไซต์ ธุรกิจคุณมีการเคลื่อนไหว ภาพลักษณ์ทันสมัย พร้อมตอบคำถามตลอด 24 ชม. ซึ่งลูกค้าในปัจจุบันนิยมเลือกที่บริษัทที่พร้อมให้บริการอย่างรวดเร็วและติดต่อได้ง่าย กรณีที่มีปัญหาหลังการขาย

5. เสียเวลาลูกค้าที่ต้องการความฉับไว

การทำSEO จะต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับธุรกิจคุณมากที่สุด ซึ่งจะเป็นเหมือนการแสดงวัตถุประสงค์ในการมีหน้าร้าน เช่น คุณเป็นธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนโรงงาน จำเป็นที่ต้องสั่งล็อตเยอะ ๆ การทำ SEO ก็จะใส่คำว่า “ขายส่ง”

การไม่ทำ SEO อาจทำให้เสียเวลาลูกค้าต้องการสินค้าปลีกเพียงไม่กี่ชิ้น หรือลูกค้าที่ทำงานวิจัยที่ต้องการระบุสเป็คเฉพาะแบบ หรือให้ทำตามออเดอร์ จะเห็นได้ว่าความต้องการ ไม่ match กัน ทำให้เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะหากลูกค้ากำลังอยู่ในช่วงเร่งรีบต้องการความไว

การไม่ทำ SEO มี 5 ข้อเสียที่เห็นได้อย่างชัดเจน แม้จำนวนมีเพียง 5 ข้อ แต่เป็นข้อเสียที่มีนัยสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจในระยะยาว จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ เลือกทำ SEO

โลกสวยหลีกไป Blog นี้สำหรับดราม่าเท่านั้น