คลังเก็บป้ายกำกับ: SEO

Facebook ทำยังไงให้ขึ้นอันดับใน Google

การทำ Facebook เป็นร้านค้าออนไลน์ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ หรือต้องลงทะเบียนหลายขั้นตอนอย่างการเปิดเว็บไซต์ทั่วไป ที่ต้องเช่าโดเมน เลือก hosting และจดทะเบียนการค้า ฯลฯ แต่ก็ทำให้เข้าหาลูกค้าได้เฉพาะกลุ่มที่เล่น Facebook เท่านั้น

แต่ปัจจุบัน คุณอาจจะสังเกตเห็นแต่ว่า Facebook บางเพจสามารถติดอันดับการสืบค้นใน Google ได้ด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เปิดร้านค้าออนไลน์ อยากรู้ไหมว่าเขาทำกันได้อย่างไร มาดูคำตอบไปพร้อมกัน

การทำให้ Facebook ติดอันดับการสืบค้นใน Google ไม่ได้มาจากการซื้อพื้นที่โฆษณาอย่างหลักการ SEM หรือ search engine marketing แต่จะเป็นการทำ SEO หรือ search engine Organization ตามหลักการที่ Google กำหนด แต่ไปปรับประยุกต์ใช้กับเพจใน Facebook ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เพียงคุณรู้เทคนิคการทำ SEO และปรับใช้สม่ำเสมอ ก็จะสามารถทำให้เพจสืบค้นได้ง่ายๆ ผ่าน Google เช่นเดียวกันกับเพจที่คุณเห็นตัวอย่าง การปรับแต่งมีดังนี้

1. ช่องเกี่ยวกับหรือ about

ควรใส่ชื่อ keyword ที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าตรงกับการหาของกลุ่มลูกค้า และต้องไม่ลืมใส่ชื่อร้านค้าด้วย โดยอาจหาจากช่อง Google search ที่จะมีคำอัตโนมัติขึ้นมา เมื่อคุณเริ่มพิมพ์คำเกี่ยวกับประเภทสินค้าที่ขาย ซึ่งการตั้งชื่อของเพจ Facebook ก็ต้องโดดเด่นและสัมพันธ์กับข้อมูลใน about นี้ด้วย เพื่อสื่อให้ชัดเจนถึงสินค้าที่ขาย

2. การโพสต์

ข้อมูลในแต่ละโพสต์ ควรมีทั้งรูปภาพและเนื้อหาที่น่าสนใจระบบอัลกอริทึมของ Facebook สามารถที่จะวิเคราะห์สีและรายละเอียดรูปภาพ และคาดเดาได้ว่ารูปที่คุณโพสต์เป็นภาพอะไร จึงไม่จำเป็นจะต้องกังวลเรื่องของการใส่ keyword ในรูปภาพอย่างละเอียด อย่างในการทำรูปภาพในเว็บไซต์ที่สืบค้นด้วยตรงกับ Google นอกจากนี้ ส่วนท้ายเนื้อหาโพสต์ ควรเพิ่มแฮชแท็กที่ตรงกับสินค้าหรืออยู่ในกระแสที่คนสนใจลงไป เพื่อให้อันดับ SEO ในการค้นหาดีขึ้น

3. ส่วน Backlink

การเพิ่ม Backlinkหรือการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ โดยการเอาโพสต์ที่น่าสนใจใน YouTube หรือบทความที่มีความทันสมัย และเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของคุณมานำเสนอ โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น คุณขายวิตามินบำรุงผม ก็ควรนำเสนอบทความ หรือคลิปเกี่ยวกับการแฟชั่นเส้นผม หรือปัญหาเส้นผมที่น่าสนใจ จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเห็นการอัปเดตในเพจของคุณ ซึ่งจะทำให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับ SEO ที่ดียิ่งขึ้นได้ด้วยFacebook ทำยังไงให้ขึ้นอันดับใน Google

จะเห็นได้ว่าการทำ Facebook ในปัจจุบัน แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวตามกติกาใหม่ ๆ ที่ Facebook ทำออกมาเรื่อย ๆ แต่การทำ SEO ให้กับ Facebook ก็กลับเพิ่มให้เพจคุณมีโอกาสสืบค้นได้ง่ายจากการหาในช่อง search ของ Google ได้เช่นกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเว็บไซต์ใหม่ให้เสียค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังก่อร่างสร้างตัวในระยะแรก ที่ควรควบคุมค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด

Google Search Console คืออะไร คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก

Google Search Console เป็นหนึ่งในตัวช่วยพัฒนาเว็บไซต์ SEO ที่ดี เพราะถูกออกแบบมาให้มีฟังก์ชันหลากหลายครอบคลุม มีค่าตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่สามารถนำไปวิเคราะห์และปรับปรุงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่ Google กำหนดมากที่สุด เรามาดูกันว่า Google Search Console ช่วยในการทำอะไรได้บ้าง

Google Search Console มีชื่อเดิมว่า webmaster tools มีประสิทธิภาพและในการวิเคราะห์ตัวเลขสถิติต่าง ๆ เช่น อัตราการคลิกเข้ามาชมของผู้ที่เห็นเว็บไซต์คุณในหน้าต่างการสืบค้น Google search จำนวนการคลิกที่มาจากเว็บไซต์อื่น หรือ การทำ Backlink รวมถึงการแจ้งเตือนต่าง ๆ หากเว็บไซต์ของคุณมีปัญหาทางเทคนิค จากคุณสมบัติเบื้องต้นที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจที่กูรูด้านการตลาดออนไลน์แนะนำให้ผู้ทำ เว็บไซต์ SEO ทุกคนควรรู้จักและหัดใช้งาน Google Search Console

เมื่อติดตั้ง Google Search Console แล้ว ให้ทำการยืนยันระบุเว็บไซต์ที่คุณเป็นเจ้าของ หลังจากนั้น ใส่ชื่อผู้ดูแลลงไปในช่อง User and permission เพื่อเสริมสร้างระบบการทำงานให้ปลอดภัยครบวงจร

การใช้ Google Search Console ในการดูข้อมูลส่วนต่างๆ ได้แก่

1. การดูว่า keyword SEO ที่ใช้ในแต่ละบทความของเพจคุณ มีประสิทธิภาพในการสื่อสารเพียงใด

โดยเข้าไปที่ฟังก์ชั่น Performance และเลือกหัวข้อ search result จะเห็นเป็นกราฟเส้นที่จะแสดงผลย้อนหลังได้ถึง 3 เดือน มีตัวเลขบอกถึงจำนวนครั้งการคลิกสะสม (Total Clicks) จำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์ในหน้า Google search (Total impressions) อัตราการคลิก (CTR) ที่ยิ่งมีค่ามากก็ยิ่งดี เพราะหมายถึงมีคนคลิกมากขึ้นต่อการมองเห็น 100 ครั้ง รวมถึง Average position ที่แสดงถึงอันดับของเว็บไซต์ในการปรากฏบนหน้าต่างสืบค้น Google ด้วย

2. ดูรอบการเก็บข้อมูล SEO ของ Google

การดูความเป็นปัจจุบัน ว่าหลังจากการทำ SEO ไปแล้ว ระบบอัลกอริทึมของ Google ได้มีวงรอบการเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์รอบล่าสุดเมื่อไหร่ และมีการวิเคราะห์ผล พร้อมคำแนะนำ ชี้จุดอ่อนที่ควรพัฒนาอย่างไรอีกบ้าง มีประโยชน์ต่อการนำไปปรับปรุงเว็บไซต์โดยเร็ว จะได้เพิ่มอำนาจการแข่งขันกับธุรกิจรายอื่นในหมวดสินค้าและบริการแบบเดียวกันได้มากขึ้น โดยเข้าไปที่ส่วน URL Inspection ของ Google Search Console จะแสดงผลออกมาได้อย่างครบถ้วน

3. การเช็คผลการทำลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ

ผู้ที่มีการเชื่อมโยงลิงก์กับเว็บไซต์อื่น หากต้องการรู้ว่าประสิทธิภาพดีเพียงใด ผู้คนที่ชมเว็บไซต์ของคุณนั้นเข้ามาทางเว็บไซต์ใดบ้าง สามารถดูได้จากเมนูหัวข้อ Links จะพบทั้งส่วนวิเคราะห์ตัวเลขใน Internal และ External Link ที่ชัดเจนการใช้ Google Search Console ในการดูข้อมูลส่วนต่างๆ

จะเห็นได้ว่า Google Search Console เป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณพัฒนาเว็บไซต์ SEO ได้หลายด้านพร้อมกัน มีการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ที่ทำให้คุณวิเคราะห์เว็บไซต์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของอันดับ SEO ที่ชัดเจนขึ้นหลังทำ SEO จึงนับว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ SEO ทุกคนควรเรียนรู้เพื่อส่งเสริมธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตยิ่งขึ้น

ความสำคัญและการเลือก keyword ในเว็บไซต์ SEO

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ทางธุรกิจตามเกณฑ์ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่ออันดับในการนำเสนอเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้น ที่ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อถือและสนใจต้องการซื้อสินค้าและบริการ

ในการผลิตบทความสำหรับเว็บไซต์ SEO จึงต้องเลือก keyword ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าตรงกับที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้พิมพ์ค้นหาร้านค้าหรือบริการ ซึ่งคีย์เวิร์ดนี้ยังจะถูกใช้ในการคิดหัวข้อและเขียนส่วน Meta Description ที่เป็นการสรุปเนื้อหาโดยรวมที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะได้เห็น เพื่อเป็นการจูงใจให้คลิกเข้ามาอ่านข้อมูลฉบับเต็มในเพจ แล้วนำไปสู่การขายสินค้าและบริการทางธุรกิจ

เลือก keyword ทำ SEO ต้องคำนึงถึงอะไร

การเลือก keyword ทำ SEO ควรมีเป้าหมายว่าต้องการส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการใด เช่น กรณีที่คุณเปิดกิจการธุรกิจด้านความงาม ต้องการส่งเสริมให้คนมาฉีดโบท็อกลดริ้วรอย ก็ควรใช้คำว่า โบท็อก ในการเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการเขียนบทความ และนำมาผสมคำกับศัพท์อื่น ๆ ที่สามารถสืบค้นได้จากช่อง Google search

โดย Google.co.th เป็นช่องทางที่คนทั่วไปใช้พิมพ์หาข้อมูล คุณก็ทำเช่นเดียวกัน ลองพิมพ์คำว่า โบท็อก จะปรากฏตัวอย่างคำที่เคยมีคนค้นหาจริงอีกมากมาย เช่น โบท็อกคืออะไร โบท็อกที่ดีที่สุด โบท็อกที่ไหนดี โบท็อกลดริ้วรอย โบท็อกราคา เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถนำคำสำคัญเหล่านี้มาใช้ได้

ทั้งนี้ หากเป็นคำที่มีความยาว อย่างเช่น โบท็อกยี่ห้อไหนดี 2019 กรณีนี้ เรียกว่าเป็น long Tail keyword ที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อลูกค้าสูงกว่า การใช้คีย์เวิร์ดว่า โบท็อก เพราะกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจฉีดโบท็อก ในปี 2019 แสดงว่าต้องการข้อมูลที่ทันสมัยมาก เมื่อคุณเอาคำนี้มาผลิตบทความก็จะมีความตรงใจและได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากกว่าการใช้ keyword แบบสั้น ซึ่งมักต้องใช้ระยะเวลานานกว่าในการทำอันดับ SEO และสร้างฐานลูกค้าด้วยเลือก keyword ทำ SEO ต้องคำนึงถึงอะไร

นอกจากนี้ ยังสามารถหา keyword ด้วยเว็บไซต์ URL address ชื่อ https://answerthepublic.com โดยใส่ keyword ลงไปในช่องการค้นหา ก็จะปรากฏผลลัพธ์ออกมาในลักษณะเดียวกัน กับการใช้ Google search นั่นเอง แต่ในกรณีที่ต้องการข้อมูลเชิงสถิติเป็นตัวเลขเปรียบเทียบชัดเจนระหว่างคีย์เวิร์ด ว่ามีการคลิกสืบค้นด้วย keyword นั้นมากน้อยอย่างไร ก็สามารถสมัครใช้บริการของ Google เรียกว่า Google Search Console ได้ โดยไม่เสียค่าบริการ ก็จะได้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดมากขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าคุณควรเลือกคำใดในการผลิตบทความ SEO ในช่วงเวลานั้น ๆ

จะเห็นได้ว่า การเลือก keyword เพื่อนำมาใช้ในการทำบทความ SEO มีความสำคัญ ซึ่งมีช่องทางในการค้นหาอยู่หลายเทคนิค เพียงเลือกช่องทางที่คุณสะดวก และนำ keyword นั้นมาเขียนบทความที่มีคุณภาพ ให้สาระและประโยชน์ที่ทันสมัยแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ก็มั่นใจได้ว่าจะทำให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้อย่างดีแน่นอน

SEO แบบไหนไม่ควรทำ 2019 จำเป็นต้องรู้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ให้กับเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้อันดับในการสืบค้นอยู่ใน Top 5 Top10 ของหน้าต่างการสืบค้น ใน Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ได้

แต่การทำ SEO ที่ดีต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมตามที่ Search Engine กำหนด หากทำ SEO ที่ผิดไปจากกฎเกณฑ์จะทำให้เสี่ยงโดนแบน ทำให้เกิดผลเสียทางธุรกิจได้สูง

เรามาดูกันว่าการทำ SEO แบบใดจะส่งผลเสียต่อธุรกิจออนไลน์ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

1. การเปิดเว็บไซต์เพิ่มแล้วทำลิงก์แบบหลอก

การเปิดหลายเพจหรือหลายเว็บไซต์ แล้วเชื่อมโยงลิงก์ที่เรียกว่า Backlink ต่อกัน เป็นเทคนิค Off-Page SEO แบบผิด ๆ ซึ่งจะทำให้ถูกระบบ Algorithm หรือ AI อัจฉริยะของ Search Engine จับได้ และถูกแบนออกจากระบบ

2. การละเมิดลิขสิทธิ์บทความจากเว็บไซต์อื่น ๆ

การทำบทความ SEO ที่ดี จะต้องใช้ Keyword ที่มีการวิเคราะห์ว่าตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมาย และบทความต้องอัปเดตเนื้อหาใหม่ด้วยตนเอง การคัดลอกบทความจากแหล่งอื่นมาเท่ากับเป็นการสร้างบทความขยะหรือสแปมที่ทำให้เว็บไซต์ถูกปิดหรืออันดับ SEO ร่วงลงได้

3. การทำลิงก์ที่ไม่สมบูรณ์

ปัญหา Broken Link เป็นผลเสียทั้งต่อคุณภาพเว็บไซต์และทำให้เกิดความไม่ประทับใจในกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งาน ทำให้ต้องสูญเสียโอกาสในการขาย และหากปัญหา Error เกิดบ่อย ก็จะทำให้ลูกค้าไม่กลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอีก

4. เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำ

เกิดจากการเลือก Hosting ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ และมีทีมโปรแกรมเมอร์ที่ไม่ชำนาญในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิด Error สูง ใช้เวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลนาน ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการขายและมีผลต่ออันดับ SEO ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกตรวจสอบได้ด้วยระบบ AI Algorithm ของ Search Engine ด้วยเช่นกันเรามาดูกันว่าการทำ SEO แบบใดจะส่งผลเสีย

5. การสร้างลิงก์เชื่อมโยงที่มากเกินไป

เกิดจากการที่ไปแปะ URL Address ไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจออนไลน์ของคุณโดยตรง เป็นเทคนิคที่ระบบ AI ตรวจพบได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ถูกแบนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

6. การใส่ Keyword ที่มากเกินไป

การใส่ Keyword แบบยัดเยียดในเนื้อหา ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ประทับใจ และมักไม่กลับมาใช้งานในเว็บไซต์อีก นอกจากนี้ ยังทำให้บทความนั้นกลายเป็นสแปม (Spam) จากการประมวลผลโดยการวิเคราะห์ของ AI ด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO นั้น ควรจะอยู่บนหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม การศึกษา SEO ด้วยตัวเองและลงมือทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือการจ้างบริษัทที่ไว้วางใจได้ทำ SEO ให้สอดคล้องกับรูปแบบที่ Search Engine กำหนด จะป้องกันการทำ SEO แบบผิด ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากับธุรกิจได้

หา keyword SEO อย่างไรให้เว็บไซต์ติดอันดับ Top 10

การทำเว็บไซต์ออนไลน์จำเป็นต้องใส่ keyword SEO ที่เหมาะสม เพื่อให้บทความมีประสิทธิภาพในการสื่อสารและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อันจะทำให้เพิ่มฐานลูกค้าและสร้างยอดขายได้ดียิ่งขึ้น

เทคนิคในการหา keyword SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับ Top 10 มีรายละเอียด ดังนี้

1. สำรวจธุรกิจตัวเองก่อน

การหาคีย์เวิร์ดพื้นฐานต้องมาจากการสำรวจตัวเองก่อนว่ามีบริการหรือจำหน่ายสินค้าใดบ้าง ใครเป็นลูกค้าเป้าหมาย ให้ทำการจดบันทึกไว้ให้หมด เช่น คุณเป็นสถาบันภาษาที่ขายคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ และมีการจัดทำหนังสือ e-book จำหน่าย นักเรียน คือ ผู้ที่ต้องการสอบ TOEFL TOEIC เพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ฯลฯ ก็ต้องจดคำเหล่านี้ มาเป็น keyword ก่อน เพื่อการใช้โปรแกรมต่าง ๆ ช่วยต่อยอดได้มีประสิทธิภาพได้เร็วยิ่งขึ้น

2. ใช้หลักการ niche long tailed-keyword

คีย์เวิร์ดทั่วไปที่มีความหมายสั้น ๆ มักมีการแข่งขันสูง เช่น คำว่า สถาบัน สอนภาษา ทั้งยังไม่น่าสนใจและไม่ดึงดูดเพียงพอ จึงควรนำ keyword ที่จดบันทึกไว้ในข้อแรก อย่างน้อย 3 คำ มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อมีแง่มุมที่หลากหลาย เช่น “สถาบันสอน ภาษาอังกฤษ toefl เรียนต่อ” หรือ “toefl ครูต่างชาติ รับประกันผล” จะเพิ่มความน่าสนใจมากกว่า และมีโอกาสที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะพบเว็บไซต์คุณในลำดับต้น ๆ มากขึ้น

3. Google search suggestion

เชื่อว่าหลาย ๆ คนเคยใช้ google.co.th ในการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถใช้ช่อง Google search suggestion เพื่อช่วยในการสร้าง niche long tailed-keyword ใหม่ ๆ ได้เช่นกัน เพียงลองพิมพ์ คำว่า สถาบันสอนภาษา จะมีคำอีกมากมาย ที่ปรากฏอยู่ในแนวด้านล่าง ให้นำมาจดไว้เพื่อใช้เขียนบทความ SEO ต่อไป เพราะมักเป็นคำที่มีการสืบค้นมากจากกลุ่มคนเป้าหมายนั่นเองเทคนิคในการหา keyword SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับ

4. ใช้เว็บไซต์ answered the public

ลองใช้ตัวช่วยที่ดีอย่าง https://answerthepublic.com/ ในการหา keyword โดยนำคำว่าสถาบันสอนภาษา ใส่ในช่อง your keyword แล้วกดปุ่ม get question เพื่อให้แสดงผลลัพธ์เป็นคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่คนนิยมใช้ อาจมีคำใหม่ ๆ ที่คุณนึกไม่ถึง เช่น “สถาบัน สอนภาษาอังกฤษ กรุงเทพ ราคาถูก”

5. ใช้ Google search console

เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์คีย์เวิร์ดที่น่าสนใจ โดยจะมีการแสดงค่าเปอร์เซ็นต์ของการคลิก จำนวนครั้งในการคลิกเข้าบทความประกอบ ทำให้คุณเลือกคำที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ต่อยอดในการสร้างหัวเรื่อง (title) และผลิตบทความ SEO ที่น่าสนใจได้อีกมาก

จะเห็นได้ว่า วิธีการหา keyword SEO ที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับ Top 10 ดังที่กล่าวมา เป็นเทคนิคที่ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ทราบหลักการค้นหาและประกอบคำ ทั้งหมั่นศึกษาหาเทคนิคในการเขียนบทความ SEO ที่มีความทันสมัยของข้อมูลและใช้ภาษาที่น่าสนใจตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ก็จะทำให้ธุรกิจของออนไลน์ของคุณได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้นและจำหน่ายสินค้า-บริการได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

การทำเว็บไซต์ SEO ดีอย่างไร ทำไมคนถึงแนะนำและบอกต่อ

SEO หรือ Search Engine Optimization หมายถึงการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามที่ระบบ Search Engine ตั้งหลักเกณฑ์ไว้ เพื่อเป็นการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ทางธุรกิจให้ผู้ที่ใช้บริการ Search Engine นิยมการใช้ Yahoo, Bing หรือ Google มากขึ้น

ทั้งยังทำให้เว็บไซต์ที่ตั้งใจทำจนมีคุณภาพดีได้รับการสนับสนุนจากผู้ใช้งาน จากอันดับ SEO ที่ระบบ Algorithm คอมพิวเตอร์อัจฉริยะเป็นผู้วิเคราะห์ โดยไม่มีการต้องจ่ายเงินและไม่สามารถที่จะล็อกหรือว่าซื้ออันดับของ SEO ได้

ผู้ที่ทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน จึงแนะนำและบอกต่อให้ทำ SEO โดยการพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องจะมีข้อดีดังต่อไปนี้

1. เสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าเก่าและใหม่ ว่าเว็บไซต์ของคุณมีข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ และหากมีการขายสินค้าและบริการลูกค้าก็มั่นใจได้ว่าจะไม่เสียเงินเปล่าหรือถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพ

2. สามารถขยายฐานลูกค้าไปต่างประเทศได้ โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ Keyword และบทความผลิตเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีนญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ จะทำให้มีลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติมากขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินเป็นค่าตั๋วเครื่องบินไปจัดบู๊ธโปรโมทสินค้าในต่างประเทศเป็นหลักหมื่นถึงแสนบาท

3. ช่วยให้นักธุรกิจรายใหม่ที่มีเงินทุนน้อย มีอำนาจในการแข่งขันใกล้เคียงกับธุรกิจที่ก่อตั้งมานานแล้วได้ เนื่องจากหากมีความขยันในการพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ อันดับ SEO ก็ย่อมสูงขึ้น มีโอกาสปรากฏในหน้าต่างการสืบค้นเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้าประเภทที่คุณจำหน่ายได้มากขึ้น จึงไม่ต้องกังวลว่าการทำธุรกิจออนไลน์แล้วจะไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ได้

4. การทำ SEO ช่วยให้ไม่หยุดนิ่ง มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ ทั้งมีความกระตือรือร้นเมื่อเห็นค่าสถิติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ค่า Time On Site เป็นตัวเลขที่หมายถึงระยะเวลาที่คนอ่านใช้เวลาอยู่กับบทความของเพจคุณ และค่า CTR หรือ Click Through Rate ที่หมายถึง สัดส่วนการคลิกที่ผู้อ่านสะดุดตาและคลิกเข้ามาอ่านบทความของเว็บไซต์ธุรกิจคุณ เมื่อมีเพิ่มมากขึ้นก็จะสัมพันธ์กับยอดในการขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้นตามไปด้วย

5. การทำเว็บไซต์ SEO ทำให้แบรนด์สินค้าของคุณมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยม ทำให้เกิดรายได้จากการฝากโฆษณาของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง จำนวนหลักพันถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า ข้อดีของการทำ SEO มีอยู่หลายด้าน ทั้งยอดขาย ฐานลูกค้า รายได้จากการโฆษณาของนักธุรกิจรายอื่น ซึ่งผู้ที่ต้องการทำธุรกิจออนไลน์ สามารถเรียนรู้หลักการทำ SEO จากหนังสือและคลิปใน Youtube และนำไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขันและ เพิ่มรายได้ให้แก่เว็บไซต์ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน

แนะนำและบอกต่อให้ทำ SEO โดยการพัฒนาเว็บไซต์

วิธีทำ SEO ดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้ยอดขายทะลุเป้า

การออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจและสร้างคอนเทนต์น่าอ่านเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น วิธีการทำ SEO กลายเป็นส่วนสำคัญทำให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาอุดหนุนสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ลองทำตามเคล็ดลับ 4 ข้อต่อไปนี้ช่วยสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นภายใน 90 วัน

1.คอนเทนต์คือหัวใจสำคัญ

ไม่ว่าคุณจะเริ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือสร้างแบรนด์ใหญ่ การเขียนบทความแนวบล็อกในเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญ ความแตกต่างของสองสิ่งคือเว็บไซต์เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีโปรไฟล์ของธุรกิจที่ใช้ภาษาเป็นทางการ ส่วนเว็บบล็อกเขียนบทความแบบเป็นกันเอง เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือกิจกรรมของบริษัท ซึ่งจะต้องสร้างเนื้อหาอย่างต่อเนื่องเพื่ออัปเดตความเคลื่อนไหวให้ผู้ชมเข้ามาติดตามสม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อ การทำ SEO ให้แบรนด์สินค้าอยู่ในสายตาผู้ชมและผลักดันเว็บไซต์ขึ้นแท่นอันดับต้น ๆ ของ Google อย่างมีประสิทธิภาพ เทคนิคการสร้างคอนเทนต์จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เขียนพาดหัวน่าสนใจ เนื้อหาบทความน่าอ่าน ใช้รูปภาพ กราฟิก และวิดีโอดึงดูดความสนใจและอธิบายให้เข้าใจง่ายในเวลาอันสั้น

2.เชิญบล็อกเกอร์คนดัง

นอกจากเขียนบล็อกเผยแพร่บทความออกไปแล้ว ยังสามารถเชิญบล็อกเกอร์ที่มีผู้ชมติดตามในเว็บไซต์อื่นมาร่วมเขียนคอนเทนต์ได้ด้วย อันดับแรกจะต้องกำหนดกติกาบางอย่าง เช่น เชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการซึ่งจะมีประโยชน์กับระบบ SEO ที่จะพิจารณาอันดับในเครื่องมือค้นหา ข้อสำคัญคือตรวจสอบให้แน่ใจว่าบล็อกเกอร์นั้นไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกยื้อแย่งไป เลือกบล็อกเกอร์ที่เขียนเนื้อหาดีมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม และกระตุ้นความสนใจให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณ นอกจากนั้นบล็อกเกอร์ควรใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองช่วยแชร์โพสต์ให้มีผู้ติดตามกลับมายังเว็บไซต์ของคุณด้วย

3.ใช้โซเชียลมีเดีย

ถ้าทำเว็บไซต์คุณภาพดีแต่ไม่มีคนเข้าค้นหาสินค้าหรือบริการก็ไม่มีความหมาย เครือข่ายโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, Line, Snapchat, Pinterest และ YouTube ช่องทางเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางโปรโมทเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อเข้าถึงลูกค้าง่ายและรวดเร็วราวกับติดจรวด เนื่องจากผู้ติดตามโซเชียลจะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ด้วย ควรเรียนรู้วิธีการเขียนคอนเทนต์ในเฟซบุ๊ก เว็บบล็อก และเว็บไซต์ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมทุกช่องทาง เลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ถูกจังหวะ รู้ว่าโพสต์เวลาใดที่มีคนเห็นมากที่สุด เพื่อเป็นช่องทางส่งเสริมการทำ SEO ให้เว็บไซต์เป็นที่สนใจมากขึ้น

4.ซื้อโฆษณา

หากคุณมีงบประมาณพอสมควร การลงทุนซื้อโฆษณาของ Google หรือโฆษณา Facebook เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อใช้เป็นทางลัดเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือกและเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ โดยเลือกโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกที่จ่ายเฉพาะเวลามีผู้คลิกเข้าเว็บไซต์เท่านั้น เป็นวิธีเจาะเข้าถึงลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการโดยตรง ควรจัดทำจดหมายข่าว โฆษณาออนไลน์และโซเชียลมีเดีย รวมหลายกลยุทธ์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าให้กลับมาหาข้อมูลในเว็บไซต์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าชมเว็บไซต์ และอุดหนุนสินค้าต่อเนื่องให้ยอดขายทะลุเป้า

เคล็ดลับ 4 ข้อต่อไปนี้ช่วยสร้างความประทับใจ

หาความรู้กับ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

การทำธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องใส่ใจเทคนิคที่ช่วยในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับแบรนด์สินค้ายี่ห้ออื่นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่มีความนิยมมาก และช่วยให้บรรลุผลสำเร็จที่วางไว้ได้ดีขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมเรื่องที่น่าสนใจและแยกความแตกต่างของ SEO กับ SEM เพื่อให้ทุกท่านเลือกใช้กับธุรกิจออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นการตลาดออนไลน์แบบที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อพื้นที่โฆษณา เพราะเน้นที่การพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ ที่ระบบ algorithm ของ search engine เช่น Yahoo, Bing, Google จะวิเคราะห์ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงทำให้มีผลการจัดอันดับการสืบค้นอยู่ในอันดับต้น ๆ เช่น Top5 Top10 ของ keyword หนึ่ง ๆ

เนื่องจากระบบการ AI มีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและจะมีการวิเคราะห์ตามการอัพเดตเนื้อหาหรือ content SEO รวมถึงค่าทางเทคนิค เช่น จำนวนผู้เข้าชม ระยะเวลาในการใช้เวลาอยู่หน้าจอ อัตราการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ จึงทำให้ต้องพัฒนาเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนับว่าเป็นจุดดีที่ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ สามารถแข่งขันกับเจ้าเก่าในตลาดได้

นอกจากนี้ การทำ SEO ยังครอบคลุมถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย ทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเข้ากับไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบันด้วย การที่ต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลต่าง ๆ จึงทำให้ การทำ SEO เห็นผลได้ดีหลังพัฒนาเว็บไซต์ต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป

การทำ SEM หรือ Search Engine Marketing

ส่วนการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการตลาดแบบมีค่าใช้จ่าย คือ การซื้อพื้นที่โฆษณาด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น เพื่อให้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลาที่มีการค้นหาโดยใช้ Keyword นั้น ทั้งนี้ จะต้องมีการประมูลเพื่อชิงพื้นที่ในการโฆษณากับคู่แข่งทางการค้าที่ใช้ keyword เดียวกันอีกหลายแบรนด์ และเมื่อได้พื้นที่โฆษณาแล้ว จะต้องทำการชำระค่าใช้จ่ายแก่ Bing และ Google ตามจำนวนครั้งในการคลิก หรือที่เรียกว่า PPC (PAY PER CLICK) การทำ SEM จึงเป็นสิ่งที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มปริมาณของลูกค้าและยอดการขายได้ในเวลาอันสั้น

การทำการตลาดด้วยวิธี SEO และ SEM ต่างเป็นสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์นิยม โดยสามารถนำมาผสมผสานร่วมกัน เพื่อกระตุ้นยอดขายให้แก่เว็บไซต์ได้ เช่น ทำ SEO ให้เว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำ SEM เป็นระยะเมื่อต้องการโปรโมทสินค้าใหม่ จะทำให้กระตุ้นยอดการสั่งซื้อและสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ ได้ตลอดทั้งปี

จะเห็นได้ว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ นักธุรกิจยุคใหม่ ต้องศึกษาการทำ SEO และ SEM ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้วางแผนธุรกิจอย่างมีทิศทาง

เทคนิคการเขียนบทความ SEO เพื่อดัน Content ให้เป็นอันดับ 1

ไม่ว่าใครที่กำลังสร้าง Content ดีๆ ก็ต้องอยากให้คนได้อ่านสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าทุก Content จะมีคนอ่านเยอะเสมอไป หรือบาง Content อาจไม่มีคนอ่านเลยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า มีคน Search เจอสิ่งที่ต้องการนำเสนอหรือไม่ ซึ่งการการทำ SEO ก็เพื่อนำพาคนที่สนใจในสิ่งนั้น Search เจอและได้อ่านบทความที่เราต้องการนำเสนอนั่นเอง

Concept ของ SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการสร้างบทความให้มี Keyword เพื่อการค้นหาได้ง่าย โดยจะเป็นการนำเอา Keyword ที่มีการจัดอันดับว่ามีการค้นหามากที่สุดจาก Search Engine ชื่อดังอย่าง GOOGLE และนำเอาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นมาลงในบทความที่ต้องการนำเสนอ ทำให้การ Search หาเจอทำได้โดยง่าย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

กำหนด Keyword คือเราต้องทราบก่อนว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับอะไร และ Keyword ที่มีการค้นหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ คืออะไร เราจึงค่อยนำ Keyword นั้นมาเป็นหลักในการเขียนบทความ

มีเนื้อหาที่น่าสนใจ เหมือนเราดูหนัง หากหนังเรื่องนั้นไม่สนุกก็ไม่อยากดู Content ก็เช่นกัน หากหัวข้อและเนื้อหาไม่เป็นที่น่าสนใจ ผู้อ่านก็จะหยุดเสียกลางคัน ทางที่ดีควรนำเสนอ Content แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เนื้อหาจะต้องมองในมุมของผู้อ่านเป็นสำคัญ ว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่

ควรมี Keyword กระจายทั่วบทความ การกระจาย Keyword ให้ทั่วบทความถือว่าสำคัญมากในการทำ SEO โดยเฉพาะตรงส่วน Title และ Description เพราะจะทำให้การค้นหาง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย ไม่ควรใส่ Keyword เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกติดขัดได้

จำนวนคำไม่ควรน้อยหรือมากไป ใน Content ที่ดีจะนำเสนอไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมี 300 ถึง 1000 คำ ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการนำเสนอ เช่น บทความเกี่ยวกับเด็ก ก็ต้องสนุกสนานและไม่ยาวจนเกินไป แค่ 300 คำก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นบทความเกี่ยวกับวิชาการ เน้นความน่าเชื่อถือ ก็ควรมีประมาณ 1000 คำ เพื่อเนื้อหาที่ครอบคลุม สร้างความน่าเชื่อถือได้นั่นเอง

รูปและวีดีโอก็มีความสำคัญ บทความที่ไม่มีรูป ก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผัก คือไม่มีสีสันเลย ทำให้ไม่ดึงดูดใจผู้อ่าน นอกจากนี้การใส่รูปและวิดีโอยังทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเนื้อหาที่เรานำเสนอมากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคการเขียน SEO ให้มีคนอ่านเจอมากที่สุด

Black link ก็คือ link ของบทความเราที่ไปอยู่ในเว็บไซต์อื่น โดยผู้อ่านจากเว็บไซต์อื่นสามารถกดที่ link นี้และก็จะถูกพามาที่บทความของเรานั่นเอง ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดอันดับของ GOOGLE ด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

หากเราสามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ทำบทความ SEO อย่างถูกวิธีแล้ว เชื่อว่าบทความนั้นจะต้องเป็นบทความคุณภาพ และได้รับการพิจารณาจาก GOOGLE ให้ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ อย่างแน่นอน ซึ่งการขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกๆ นั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา สร้างยอดขายสินค้าหรือบริการต่างๆได้มากขึ้น และยังเพิ่มยอดไลค์ ยอดแชร์ อันเป็นการขยายฐานลูกค้าได้ในอนาคตอีกด้วย

การจัดอันดับเว็บไซต์ SEO ใน Google Yahoo ดูจากอะไรบ้าง

ในปัจจุบันการทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมาก Google และ Yahoo ซึ่งเป็น Search Engine อันดับต้น ๆ ของโลก จึงจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับของเว็บไซต์ SEO เว็บไซต์ใดที่ทำได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้มีโอกาสในการแสดงตาม Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายสืบค้นเป็นอันดับแรก ๆ ทำให้มียอดขายที่ดีขึ้นได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่ Google และ Yahoo ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์มาฝากกัน ดังนี้

1.  การทำให้เว็บไซต์ใช้งานได้ดีบนมือถือ ถ้าเว็บไซต์ใช้งานได้เฉพาะคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเพียงอย่างเดียวจะเสียโอกาสในการขาย เพราะคนส่วนใหญ่ใช้มือถือในการหาข้อมูลมากขึ้น การทำให้เว็บไซต์ใช้งานได้ทั้งแบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและมือถือจึงทำให้ยอดขายและผลการจัดอันดับดีขึ้นด้วย

2. เรื่องของคุณภาพของบทความหรือ Content ในเว็บไซต์ที่จะต้องมีเนื้อหาสาระที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน มีความทันสมัยและไม่มีการคัดลอกบทความมาจากที่อื่น ถ้ามีการใช้คำซ้ำหรือมีการใช้เนื้อหาคัดลอกมากเกินไป ระบบ AI ของ Search Engine จะตรวจจับและวิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ ทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลง

3. ระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่ในหน้าจอของเว็บไซต์ เป็นสิ่งสำคัญที่บอกถึงความสามารถในการทำเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ รวมถึงรูปภาพและคลิปต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมาย ถ้าทำให้ผู้อ่านอยู่ในหน้าเว็บไซต์ได้นานยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ได้คะแนนการจัดอันดับที่ดีมากขึ้นตามมาคู่กับยอดขายสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นด้วย

4. จำนวนของผู้เข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ ใน Search Engine จะมีระบบในการเก็บสถิติข้อมูลแบบละเอียด หากมีจำนวนคนเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์มากขึ้นหรือเรียกว่ามี Traffic มาก ก็จะทำให้มีการจัดให้อยู่ในอันดับที่ดีกว่า ซึ่งการที่จะทำให้มีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ได้มากขึ้น ต้องมาจากการทำเนื้อหาที่น่าสนใจด้วยการทำลิงก์เชื่อมโยงที่มีคุณภาพหรือ Back Link ไปยังเว็บไซต์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่จำนวนมากขึ้นและเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ในปัจจุบันจำเป็นต้องศึกษาหลักเกณฑ์ที่ Google และ yahoo กำหนด เพื่อให้การทำ SEO ได้ผลที่ดี ทั้งในด้านการจัดอันดับในหน้าต่างการสืบค้น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์และยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ

ซึ่งนักธุรกิจขายของออนไลน์สามารถศึกษาวิธีทำ SEO ได้ด้วยตัวเองและการจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ เพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ในเวลารวดเร็วและเพิ่มจำนวนของลูกค้าและยอดขายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การจัดอันดับเว็บไซต์ SEO ใน GOOGLE YAHOO ดูจากอะไร